RSS

จัดบ้านให้คลายร้อน

หลักง่ายๆ ในการจัดบ้านของคุณให้อยู่สบาย ไม่ร้อน และประหยัดพลังงาน เริ่มจากการปรับให้โล่ง โปร่งที่สุด เท่าที่จะทำได้ เพราะศัตรูตัวฉกาจ คือ ความร้อน ความอับทึบ ที่ต้องกำจัดออกไป

สร้าง หรือ ตกแต่งบ้าน ด้วยวัสดุที่กันความร้อนและความชื้นได้ดี

ติดกันสาด หรือแผงกันแดดให้บ้าน ช่วยป้องกันความร้อนและแสงแดดไม่ให้ส่องตรงเข้ามาในบ้าน และยังได้พื้นที่ใช้สอยเพิ่มขึ้น

ปรับห้องต่างๆ ให้มีลักษณะโปร่ง อากาศถ่ายเทได้สะดวก มีการระบายความร้อนได้ดี

ทาสีผนังห้อง หรือเลือกวัสดุพื้น กรุผนังสีอ่อน เพื่อช่วยลดการสะสมความร้อน และช่วยสะท้อนแสงให้ห้องสว่างขึ้น

การวางตำแหน่งของห้องมีผลต่อการทำให้บ้านเย็นสบาย

ห้องนอนควรอยู่ทิศตะวันออก เพื่อหลีกเลี่ยงแดดช่วงบ่าย

ห้องเก็บของ ห้องซักผ้า ห้องน้ำ ห้องครัว ที่จอดรถ ควรอยู่ทางทิศตะวันตก เพื่อเป็นส่วนกันความร้อนให้กับพื้นที่ส่วนอื่นๆ ของบ้าน

ห้องพักผ่อน ห้องรับแขก ควรตั้งอยู่ทิศเหนือ เพราะจะถูกแสงแดดส่องในช่วงกลางวันน้อยกว่าทิศอื่นๆ อาจทำระเบียงและพุ่มไม้ เพื่อป้องกันแสงแดด

เปิดช่องรับแสงธรรมชาติ แทนการติดตั้งโคมไฟ

ไม่สร้างลานคอนกรีตรอบบ้าน เพราะเป็นตัวสะสม สะท้อน และคลายความร้อนเข้าสู่ตัวบ้าน ควรทำสนามหญ้า ปลูกต้นไม้คลุมดิน นอกจากช่วยให้ร่มรื่น สบายตา ยังช่วยป้องกัน ฝุ่นจากดินแห้ง หรือเลือกใช้บล็อกสนามที่หญ้าสามารถขึ้นได้

ปลูกต้นไม้ให้ร่มเงาแก่ตัวบ้าน ช่วยลดความร้อนเข้าสู่ตัวบ้าน ลดการทำงานของเครื่องปรับอากาศ

BY: http://www.thaihomeonline.com/

 
 

ป้ายกำกับ:

เทคนิคการเลือกผ้าม่านให้เหมาะสม

เทคนิคการเลือกผ้าม่านให้เหมาะสม

หน้าที่ของหน้าต่าง ช่วยให้แสงส่องผ่านเข้ามาในบ้าน แต่บางครั้งแดดแรงเกินไป ก็ต้องหาอะไรมาบังแดดบ้าง ที่สำคัญต้องสวยด้วย หน้าที่อย่างนี้ต้องให้ยกให้ ม่าน ทำหน้าที่แทนคุณแล้วล่ะ

หน้าต่างเป็นส่วนประกอบสำคัญคู่กับบ้าน ที่เป็นส่วนช่วยลดและเพิ่มแสงได้ในบางเวลาที่คุณต้องการ โดยผ่านวัสดุที่เลือกใช้ในการบังแสงแดดในยามที่บ้านต้องรับแสงแดดเต็มๆ

ผ้าม่านหน้าต่าง

ผ้าม่านหน้าต่าง

ผ้าม่านหน้าต่างเลือกให้เหมาะ

หน้าต่างเป็นส่วนประกอบหนึ่งที่มีอยู่คู่บ้าน รูปร่างหน้าตาก็ย่อมมีความแตกต่างกันไปตามลักษณะของตัวบ้าน เมื่อมีหน้าต่างหรือช่องแสงแล้วในบางครั้งเมื่อมีแสงสว่างมากเกิน ไป อย่างในช่วงบ่ายซึ่งเป็นช่วงที่อากาศร้อน และมีแสงสว่างมากกว่าช่วงอื่นของแต่ละวัน จำเป็นที่จะต้องหาวัสดุมาช่วยกรองหรือกั้นแสง แดดจากภายนอกให้ลดน้อยลง และวัสดุที่ว่านั้นก็คือ “ม่าน”นั่นเอง

นอกจากจะช่วยกันแสงแดดแล้ว ม่านยังให้ความเป็นส่วนตัวภายในบ้าน ซึ่งหน้าต่างหรือช่องแสงกระจกใสไม่สามารถช่วยได้

การเลือกแบบม่านที่จะให้เข้ากับลักษณะของการตกแต่งภายในนั้นอาจดูเป็นของง่าย เช่น ความคิดที่ว่าการเลือกสีของม่านควรให้เข้ากับสีของผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ แค่นี้ก็เป็นอันใช้ได้

หากคิดแค่นี้ก็คงไม่ใช่เรื่องผิดอะไร แต่การที่บ้านจะดูสวยงามได้นั้นนอกจากปัจจัยต่าง ๆ ที่ประกอบเข้ากันแล้วยังควรต้องคำนึงถึงบรรยากาศภายในบ้านที่จะช่วยส่งเสริมกันอีกด้วย

การทำม่านแต่ละแบบ จะขึ้นอยู่กับสไตล์ของเฟอร์นิเจอร์ และสภาพโดยทั่วไปของห้องด้วย แต่จะให้บอกเป็นกฎเกณฑ์ตายตัวว่า แบบม่านเช่นนี้ ต้องใช้กับเฟอร์นิเจอร์แบบนี้ ก็คงเจาะจงไม่ได้ เพราะเรามีการตกแต่งแบบผสมผสานกันระหว่างเก่ากับใหม่ หรือมีการประยุกต์ใช้กัน ตัวอย่างบางกรณีที่ไม่อาจจัดรวมกันได้ เช่น เฟอร์นิเจอร์อย่างหนึ่ง แบบม่านกลับไปเป็นอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งดูแล้วขัดตา ไม่สวย แถมยังใช้เงินเกิน ความจำเป็นด้วย

ผ้าม่านแบบทูโทน

ผ้าม่านแบบทูโทน

อย่างเช่นลักษณะของเฟอร์นิเจอร์ภายในบ้านของคุณเป็นแบบธรรมดา ๆ เป็นพวกเก้าอี้หวาย แต่คุณกลับไปเลือกม่านจับจีบห้อยระบายแบบหลุยส์ รวมทั้งชนิดของผ้าม่านและลวดลายของผ้าด้วย อย่างนี้เป็นสิ่งที่ไม่สามารถเข้าคู่กันได้ หรือคุณเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์แบบสมัยใหม่
แต่กลับไปเลือกผ้าม่านเป็นลูกไม้โปร่งแบบโบราณ ก็ไปกันไม่ได้อีกเช่นกัน

การเลือกแบบผ้าม่านให้เข้ากับสไตล์การตกแต่งก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะมันต่างก็เป็นองค์ประกอบที่จะทำให้เกิดความสวยงามและสมบูรณ์แก่บ้าน แต่ละสไตล์ก็จะมีแนวทางการทำผ้าม่าน ไม่เหมือนกัน เช่น แบบจีนหรือแบบตะวันออกนิยมทำเป็นม่านไม้ไผ่ (บางท่านเรียกมู่ลี่ไม้ไผ่) หรือบางท้องถิ่นก็จะใช้ผ้าที่ทอขึ้นมาเองที่มีใช้กันในท้องถิ่นเป็นผ้าม่าน หากเป็นแบบตะวันตกที่เป็นแบบ โบราณตามยุคสมัยต่าง ๆ ลักษณะของผ้าม่านก็จะแตกต่างกันไปบ้าง

ม่านไม้ไผ่ หรือ มู่ลี่ไม้ไผ่

ม่านไม้ไผ่ หรือ มู่ลี่ไม้ไผ่

BY: หนังสือ วัฏสาร อาคารและที่ดิน

 

ป้ายกำกับ: , , , ,

พรม วัสดุปูพื้นที่มีประโยชน์มากล้น

พรม วัสดุปูพื้นที่มีประโยชน์มากล้น

      ในบรรดาวัสดุปูพื้นประเภทต่างๆ พรม ถือเป็นวัสดุที่ผมชอบมากที่สุด ด้วยประโยชน์ที่มากล้นของมัน ซึ่งจะมอบให้กับเราเวลานำไปปูพื้นสถานที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพื้นบ้าน พื้นออฟฟิศ สำนักงาน หรือที่ใดก็ตาม โดยประโยชน์แรกที่ขอนำมากล่าวถึงเป็นจุดเด่นของพรมปูพื้นเลยก็คือ สัมผัสที่นุ่ม อย่างเวลาเราเดินในพื้นปูน กระเบื้อง แน่นอนว่ามันจะค่อนข้างแข็งกระด้าง แต่กับพื้นที่เป็นพรมนั้น ไม่ใช่เลยครับ ถ้าเราเดินบนพื้นกระเบื้อง หรือพื้นปูนแล้วมาเดินบนพื้นประเภทนี้ จะสัมผัสได้ถึงความแตกต่างกันอย่างชัดเจนที่สุดเลย

ส่วนในประโยชน์ต่อมาของพรมอีกก็คือ เรื่องของราคาที่ค่อนข้างถูก เราสามารถปูพื้นห้องใดสักห้องให้เต็มได้โดยใช้งบประมาณเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ต่างไปจากพื้นหลายๆประเภทที่ราคาค่อนข้างสูง ซึ่งนี้ก็อาจเป็นเหตุผลที่ตามสำนักงาน ออฟฟิศต่างๆมักจะเลือกใช้พรมปูพื้นแทนวัสดุปูพื้นประเภทอื่น  แล้วก็สำหรับประโยชน์ข้อถัดมาของมันอีกก็คือ ความสวยงาม ต้องบอกว่าปฏิเสธไม่ได้ว่ามันเป็นวัสดุปูพื้นที่ให้ความสวยงามขึ้นมาได้ถนัดตาทันทีที่ปูเสร็จเลย ทั้งในความสวยงามที่จะได้รับจากการปูพื้นด้วยวัสดุประเภทนี้ ยังไม่ต้องอาศัยเวลามากมาย หรืออาศัยความยุ่งยากในขั้นตอนการปูดังเช่นวัสดุประเภทอื่นอีกด้วย หากว่าเบื่อสีสันของพรมที่เลือกปูไปแล้วก็สามารถที่จะเปลี่ยนได้ง่ายๆ พรมที่ใช้สำหรับออกบูธได้แก่พรมอัดซึ่งเป็นพรมที่มีราคาประหยัดสามาถใช้เทปกาว2หน้าในการติดตั้งได้เลย

ประโยชน์อื่นๆของวัสดุปูพื้นประเภทพรมยังมีทั้งเรื่องของการช่วยเก็บเสียง ดูดซับเสียง อย่างที่เราเห็นๆกันว่าตามห้องดนตรีเขามักจะต้องเลือกใช้พรมปู ก็ด้วยเหตุผลเพราะประโยชน์ข้อนี้แหละครับ ฉะนั้นสำหรับท่านที่ต้องการให้ห้องใดของบ้าน/ออฟฟิศ เป็นห้องที่เก็บเสียง หรือดูดซับเสียงได้ดีหน่อย ก็ควรมากๆที่จะเลือกซื้อพรมมาใช้สำหรับการปูพื้นห้องนั้นครับ ส่วนหลักในการเลือกซื้อก็คงต้องเลือกกันเอาตามประเภทและสีสันที่เราชอบครับ โดยที่ประเภทหลักๆที่มีขายกันทั่วไปเหมาะสำหรับงานออกบูธหรือห้องซ้อมดนตรีก็คือพรมอัด แบ่งเป็นแบบอัดเรียบและอัดลูกฟูก ส่วนที่ดูดีหน่อยก็จะเป็นพรมทอครับ ส่วนที่นำมาใช้ปูตามประตูใช้ดักกรวดทรายก่อนเข้าอาคารจะเรียกพรมดักฝุ่น

พรมดักฝุ่นสำหรับดักกรวดทรายก่อนเข้าอาคาร

พรมดักฝุ่นสำหรับดักกรวดทรายก่อนเข้าอาคาร

บทความโดยร้านผ้าม่านไทย http://www.pamanthai.com/พรม.html

 

ป้ายกำกับ: , , , , , , , , , ,

แต่งบ้านแบบ Mix & Match

เรื่องยากสำหรับคนที่อยากแต่งบ้านเอง ก็คือไม่รู้จะแต่งอย่างไรให้ออกมาลงตัว
เพราะการหยิบของหลายๆ อย่างมารวมๆ กันตามใจชอบ ใช่ว่าจะออกมาสวยงามเสมอไป
บ้านและสวน ขอเสนอเทคนิคการแต่งบ้านแบบ Mix & Match ให้ดูลงตัวและน่าอยู่
สำหรับเป็นแนวทางให้คุณนำไปใช้ จะมีอะไรบ้างไปดูกัน

1. รู้จักพื้นฐานของสไตล์ต่างๆ
ก่อนตัดสินใจเลือกสไตล์ที่จะนำไปใช้ในการตกแต่ง คุณควรศึกษาและทำความรู้จักพื้นฐานของสไตล์ต่างๆ ให้ดี
เพื่อให้รู้ถึงที่มา รูปแบบและการสื่อถึงความรู้สึกในแบบต่างๆ
ซึ่งจะช่วยให้คุณตัดสินใจเลือกสไตล์ในการตกแต่ง ได้ตรงกับความชอบของคุณมากขึ้น
รวมทั้งยังทำให้เข้าใจในเอกลักษณ์ของแต่ละสไตล์ และสามารถนำจุดเด่นมาผสมผสานกันได้อย่างชัดเจนขึ้นด้วย

2. ต้องเชื่อมโยงการตกแต่งให้เป็น
สิ่งสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในการนำรูปแบบการตกแต่งในแต่ละสไตล์ มาจัดรวมกันให้ดูกลมกลืนและไปด้วยกันได้
คือการหาจุดร่วมในองค์ประกอบของการตกแต่งแต่ละส่วน ให้มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ซึ่งสามารถทำได้โดย

การมองเห็น
พยายามคุมภาพรวมในการตกแต่งตั้งแต่พื้น ผนัง ฝ้าเพดาน ประตูหน้าต่าง ไปจนถึงเฟอร์นิเจอร์ หรือการเลือกใช้ม่านปรับแสง และของตกแต่งชิ้นเล็กๆ ให้มีความเป็นหนึ่งเดียวกันด้วยการเชื่อมโยงทางสายตา เช่น
การใช้สีเดียวกันหรืออยู่ในโทนเดียวกัน รวมไปถึงการใช้วัสดุชนิดเดียวกันหรือให้ความรู้สึกไปในทางเดียวกัน
รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้จะช่วยปรับให้ของต่างสไตล์กันดูเข้ากันได้มากขึ้น

ความรู้สึก
แม้จะเป็นของตกแต่งที่มีสไตล์ต่างกัน แต่หากเลือกใช้ของตกแต่งที่มีลักษณะรูปแบบคล้ายคลึงกัน
เช่น รูปทรงเหลี่ยมหรือโค้งมน การเน้นรายละเอียดหรือความเรียบง่าย จังหวะลวดลาย การใช้เส้นตรง เส้นโค้ง
หรือการเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ที่มีขนาดและสัดส่วนคล้ายคลึงกัน เช่น ความหนา-บาง ความโปร่ง-ทึบตัน
ความสูง-ต่ำ เพื่อสร้างความรู้สึกต่อเนื่องให้กับของแต่ละชิ้น

3. ผสมผสานอย่างมีชั้นเชิง
หลังจากที่เตรียมทุกอย่างพร้อมแล้ว ก็ถึงขั้นตอนสำคัญที่จะเป็นตัวกำหนดหน้าตาของการตกแต่ง
ว่าจะออกมาเป็นอย่างไร นั่นคือการผสมผสานแต่ละสไตล์ให้เข้ากัน
ซึ่งต้องอาศัยเทคนิคบวกกับรสนิยมและความเข้าใจพื้นฐานอีกนิดหน่อย ดังนี้

กำหนดสไตล์ที่เป็นหลักและสไตล์ที่เป็นรอง
ไม่ควรตกแต่งแบบเท่าๆ กันเพราะจะทำให้สไตล์ที่ออกมาไม่ชัดเจน และกำหนดทิศทางไม่ได้
โดยอาจให้ค่าน้ำหนักเป็น 80 ต่อ 20 หรือ 70 ต่อ 30 ตามความต้องการ

อย่ายึดติดกับกฎเกณฑ์ พยายามลบมันออกไปบ้าง
แล้วเติมความสนุกหรือความเป็นตัวคุณลงไป เพื่อสร้างสรรค์เอกลักษณ์และรูปแบบเฉพาะตัว
อยากทำอะไรก็ทำให้เต็มที่เพราะที่นี่คือพื้นที่ของคุณ

ลดเพื่อเพิ่ม
ไม่ควรใส่ของทุกอย่างที่มีลงไปในการตกแต่ง เพราะจะทำให้แต่ละอย่างเกิดการแข่งขันกันเองจนไม่น่าดู
ควรมองถึงภาพรวมโดยอาจลดทอนบางส่วน เพื่อเป็นการส่งเสริมให้อีกส่วนหนึ่งดูเด่นขึ้น
เช่น ลดรายละเอียดของเฟอร์นิเจอร์เพื่อโชว์ลายวอลเปเปอร์บนผนัง
หรือใช้ผนังสีอ่อนเพื่อขับให้ของตกแต่งดูโดดเด่นขึ้น

TIPS
การเลือกสไตล์ที่จะนำไปใช้ในการตกแต่ง อาจเริ่มต้นด้วยการสำรวจจากสิ่งรอบๆ ตัวคุณ
ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า ข้าวของเครื่องใช้ รวมไปถึงเฟอร์นิเจอร์ ม่านปรับแสง หรือของตกแต่งที่มีอยู่แล้ว
จะช่วยให้คุณค้นพบสไตล์ที่ตรงกับความชอบจริงๆ ของคุณได้ง่ายขึ้น

อย่าลืมว่าที่มาของ Mix & Match คือความประหยัด ลองหยิบของเก่ามาประยุกต์ใช้
เพิ่มรายละเอียดนิดๆ หน่อยๆ ให้เข้ากับสไตล์ใหม่ จะทำให้ได้ของตกแต่งในแบบเฉพาะตัวที่หาจากที่ไหนไม่ได้

ข้อมูลจาก โพสต์ ทูเดย์
ที่มา : http://www.waiza.com

 

ป้ายกำกับ: ,

การจัดแสงภายในบ้าน

การจัดแสงภายในบ้าน

ฟ้าใสๆ แบบนี้ จะมัวหลบแดดกันไปทำไม ไหนๆ ก็สว่างซะขนาดนี้ เรามาหาแง่มุมดีๆ ของการมีแสงในบ้านกันดีกว่า

1. แสงแดดกระทบ…สะท้อนความร้อน
บริเวณด้านหลังบ้านที่ติดกับกำแพงบ้านอื่นมักมีพื้นที่แคบและอากาศไม่ถ่ายเท ลองปรับพื้นที่บริเวณนี้ด้วยการทำช่องให้มีแสงลอดผ่านเข้ามาได้ แล้วก่อบ่อน้ำทำจากปูนที่ลึกแค่ 20-25 เซนติเมตร น้ำจะช่วยสะท้อนแสงให้มุมนี้สว่างขึ้น อีกทั้งแสงและเงาจะตกกระทบบนผนังอย่างสวยงาม เพิ่มไม้กระถางอีกสักต้น แค่นี้ก็สร้างมุมธรรมชาติให้บ้านได้อีกมุม

2. พรางสายตา…สบายหัวใจ
ส่วนนั่งเล่นนอกบ้านบริเวณริมระเบียงทางด้านทิศเหนือจะมีแสงแดดไม่ร้อนจัดในตอนเช้า ส่วนตอนบ่ายก็มีตัวบ้านคอยบังแดดให้ คุณอาจก่อกำแพงบล็อกซีเมนต์ที่มีลวดลายสวยงาม เพื่อให้แสงผ่านเข้ามาได้บางส่วนและช่วยกันสายตาจากภายนอก แล้วจัดวางเก้าอี้ไม้และเบาะนุ่มๆ กลายเป็นมุมที่นั่งเล่นสบายได้ทั้งวัน

3. หลับสบาย…ในช่องแสง
ถ้าเบื่อการจัดวางเตียงนอนแบบเดิมๆ หลับตาแล้วลืมกฎเกณฑ์ทุกอย่างให้หมด ลองหันหัวเตียงไปทางมุมหน้าต่างดูบ้าง ปล่อยให้แสงยามเช้าลอดผ่านผ้าม่านพลิ้วๆเข้ามาปลุกคุณ แต่ถ้าต้องการความเป็นส่วนตัวอาจเลือกใช้ผ้าม่านสองชั้น นอกจากนี้ที่ฝ้าเพดานอาจกรุผ้า เพื่อช่วยเชื่อมโยงบรรยากาศให้กลมกลืนกัน

4. ไม่เปียกชื้น…เพราะมีแสง
ห้องน้ำที่ใช้ไม้เป็นวัสดุหลักมักมีโทนสีหนักไปทางสีน้ำตาลและสีธรรมชาติ ทำให้ห้องน้ำดูแคบลง การติดสกายไลท์จะช่วยให้แสงสว่างส่องเข้ามาได้เต็มที่ อาจติดมู่ลี่ไม้อีกชั้นก็ได้ ช่วยกันสายตาจากภายนอกแก้ความเขินอายได้เป็นอย่างดี (ในกรณีที่สกายไลท์อยู่ในระดับไม่พ้นสายตาจากภายนอก) แต่ถ้าต้องการให้ถ่ายเทอากาศดีขึ้น ติดหน้าต่างบานกระทุ้งก็ใช้งานได้สะดวกดี

5. แสงส่อง…มองผ่านแสง
เจาะ ช่องบนเพดานให้แสงส่องเข้ามาที่โถงกลางบ้าน แล้วทำระเบียงยื่นออกมาจากห้องชั้นบน แบบนี้ห้องนอนทางทิศตะวันตกของบ้านก็จะได้รับแสงยามเช้ากับเขาเหมือนกัน นอกจากจะดูสวยงามแล้ว ยังช่วยประหยัดพลังงานจากหลอดไฟได้เป็นอย่างดี  ถ้ากลัวใสไปอาจใช้กระจกฝ้าหรือเปลี่ยนมาใช้กระจกสีก็ได้ เป็นการเพิ่มสีสันให้ห้องเล็กๆ

6. เว้นระยะ…เพื่อรับแสง
แบ่งช่องหน้าต่างบานใหญ่เป็นสองส่วน เพื่อไม่ให้บานหน้าต่างดูสูงจนเกินไป ในภาพจะเห็นแนวเสาแบบโมร็อกโกอยู่ด้านนอก ช่วยกรองแสงและกันความร้อนให้ มิฉะนั้นอาจโดนแดดเต็มๆ ร้อนแน่!  นอกจากนี้หน้าต่างเจาะช่องที่ใช้ลวดลายอ่อนช้อยและกระจกสีแบบโบราณก็เป็นลูก เล่นเล็กๆที่น่าสนใจ

7. ระเบียง…ระเรื่อแสง
ปรับพื้นที่นั่งเล่นหลังบ้านเป็น Sun  Room ด้วยการทำหลังคาพอลีคาร์บอเนตแบบโปร่งแสง ยึดบนโครงเหล็ก วางม้านั่งหรือชิงช้า ในยามกลางวันก็นั่งเล่นได้ไม่ร้อนนัก ส่วนในยามค่ำก็ได้แสงนวลๆจากดวงจันทร์ โรแมนติกไปอีกแบบ ในภาพทำหน้าต่างบานเกล็ดสูงจรดเพดานไว้เพื่อระบายอากาศบริเวณนี้

8. ฝ้าเพดาน … สู้แสง
ลองเปลี่ยนกระเบื้องมุงหลังคาแบบเดิมมาใช้กระเบื้องลอนคู่โปร่งแสงทำจากไฟเบอร์ กลาส ให้แสงลอดผ่านลงมาได้ ยิ่งถ้าปลูกต้นไม้ไว้ใกล้บ้าน ใบไม้ที่ร่วงหล่นลงมายังช่วยกรองแสงได้อีกชั้น แต่อย่าปล่อยให้รกเกินไป เอาให้พอมีแสงลอดผ่าน เมื่อแสงตกกระทบกับพื้นและผนังภายในก็จะช่วยเปลี่ยนบรรยากาศให้ห้องได้

BY: http://www.thaihomeonline.com/

 

ป้ายกำกับ: , ,

 
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.