RSS

เลือกใช้ม่านให้เหมาะกับห้องทำงาน

เลือกใช้ม่านให้เหมาะกับห้องทำงาน

ม่านมีให้เลือกมากมายแต่การเลือกใช้ให้เหมาะสมกับบรรยากาศใน ห้องทำงาน มีส่วนช่วยให้ความรู้สึกของผู้ที่ทำงานให้อยากทำงานได้ด้วย เหตุผลหลักเป็นเรื่องของแสงที่ส่องผ่านมาทางหน้าต่างนั่นเอง เนื่องด้วยวัสดุที่ใช้ในการป้องกันแสงหรือกรองแสงก่อนผ่านมายังห้องคือผ้า ม่าน หากเราเลือกผ้าม่านที่่ทึบเกินไปอาจส่งผลให้เราง่วงได้ หรือ ถ้าเลือกผ้าที่ให้แสงผ่านได้มากเกินไปก็อาจส่งผลในเรื่องสมาธิในการทำงานได้

แล้วม่านชนิดไหนละที่เหมาะสมสำหรับใช้กับห้องทำงานของเรา
หากเป็นห้องทำงานภายในออฟฟิตการเลือกใช้ชนิดม่านที่ดูแลรักษาง่ายอย่างเช่น ม่านม้วน มู่ลี่ ม่านปรับแสงน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าเพราะวัตถุดิบที่ใช้ผลิตม่านพวกนี้จะ เป็นใยสังเคราะห์หรืออลูมิเีนียม อีกทั้งยังสามารถปรับระดับของแสงสว่างให้เข้ามาภายในห้องได้ตามต้องการในยาม ที่ต้องการแสงจากภายนอกหรือในยามที่ต้องการความเป็นส่วนตัวได้

4353.jpg
ม่านม้วน

4417.jpg
มู่ลี่

0412.jpg
ม่านปรับแสง

สำหรับห้องทำงานที่อยู่ภายในบ้านอาจเลือกใช้เป็นผ้าม่านชนิด ต่างๆเช่นผ้าม่านแบบจีบ ผ้าม่านพับ ผ้าม่านตอกตาไก่ โดยอาจจะเลือกสีของผ้าม่านและแบบให้เข้ากันกับห้องอื่นๆในตัวบ้าน ถ้าหากไม่ชอบม่านที่ทำมาจากผ้าก็สามารถที่จะเลือกใช้เป็นม่านม้วนหรือปรับ แสงที่ผลิตจากใยสังเคราะห์ หรือถ้ามีงบประมาณมู่ลี่ไม้ก็เป็นทางเลือกที่ีน่าสนใจเช่นกัน เนื่องจากไม่ต้องดูแลรักษามากกินฝุ่นน้อยโดยเฉพาะในส่วนของม่านม้วนที่ได้ รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ

2671.jpg
ผ้าม่าน

3682.jpg
มู่ลี่ไม้

ในการตกแต่งห้องทำงานโดยมากจะเน้นความคล่องตัวในการใช้งานไม่ เกะกะ สำหรับคำแนะนำบางส่วนเป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนเท่านั้นหวังว่าจะเป็น ประโยชน์และมีส่วนช่วยให้การเลือกม่านมาใช้ให้เหมาะสมช่วยเสริมให้บรรยากาศ ในห้องทำงานให้ทำงานได้ออกมาอย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา : http://www.ร้านขายผ้าม่าน.com/articles/เลือกใช้ม่านให้เหมาะกับห้องทำงาน.html

 

ป้ายกำกับ: , , , ,

การเลือกซื้อพรมสำหรับห้องรับแขก

ก่อนที่คุณจะเลือกซื้อพรมมาตกแต่งห้องรับแขกของคุณ ก็มักจะคำถามเกิดขึ้นมาก่อนเสมอใช่ไหมคะ ว่าจะเลือกวัสดุพรมแบบไหนดี? หรือจะใช้พรมสีไหนดี? เพื่อให้ดูกลมกลืนกับห้องรับแขกของคุณ หลังจากวันนี้ไปคุณก็ไม่ต้องกังวลแล้วล่ะค่ะ เพราะวันนี้กระปุกดอทคอมได้นำวิธีเลือกพรมสำหรับตกแต่งห้องรับแขกของคุณมาฝากกัน จะมีเคล็ดลับการเลือกซื้อพรมให้โดนใจคุณ และตรงกับคอนเซปต์ของห้องคุณได้อย่างไรนั้น ลองไปดูกันเลยดีกว่า

carpet-001

1. คอนเซปต์ห้องรับแขก

ก่อนตัดสินใจซื้อพรมมาตกแต่งห้องรับแขกของคุณนั้น ควรพิจารณาจากส่วนประกอบอื่น ๆ ให้ตรงตามคอนเซปต์ของห้องรับแขกที่วางไว้ คุณควรดูสไตล์ของห้อง สีห้อง การตกแต่งอื่น ๆ แล้วคิดแบบพรมเอาไว้ในใจ เพราะจะทำให้คุณสามารถระบุลาย สี และแบบของพรมที่คุณจะซื้อได้ง่ายกว่าไปตัดสินเลือกแบบที่หน้าร้านเลย เช่น ห้องรับแขกธีมสีขาว คุณอาจจะเลือกซื้อพรมที่มีสีขาว เพื่อให้กลมกลืนกันทั้งห้อง หรือ ลองเล่นสีตัดกันด้วยการใช้พรมสีอื่น จะได้ทำให้ห้องรับแขกของคุณมีจุดเด่นมากขึ้น แต่ถ้าหากห้องของคุณเป็นสีอื่น ๆ ที่ไม่ใช่สีขาว เช่น สีฟ้า คุณอาจจะเลือกซื้อพรมสีฟ้าในคนละเฉดกัน มาเพิ่มความมีมิติให้กับห้องรับแขกก็ได้นะคะ

2. สี

สิ่งที่คุณควรคำนึงถึงเป็นอันดับต้น ๆ ก่อนจะตัดสินใจซื้อพรม คุณควรคำนึงถึงพื้นที่ภายในห้องรับแขกของคุณ และบรรยากาศโดยรวมในห้องรับแขกในบ้านของคุณด้วย ซึ่งถ้าหากคุณอยากให้ห้องรับแขกของคุณกว้างและสว่างมากขึ้น คุณก็ควรเลือกใช้พรมโทนสีสว่างเข้าไว้ อย่างเช่น สีขาว ครีม พรมสีขาว พรมสีครีม หรือจะเลือกพรมโทนสีสด ๆ  เช่น พรมสีเหลือง หรือพรมสีฟ้าก็ได้ เพราะสีเหล่านี้จะช่วยลวงตาให้ห้องรับแขกของคุณดูกว้างและสดใสมีชีวิตชีวาขึ้น

3. สภาพแวดล้อม

ลองดูว่าคุณอยู่ใกล้กับสถานที่ที่ก่อให้เกิดฝุ่นละอองได้ง่าย เช่น ใกล้ถนน หรือสถานที่ก่อสร้าง บ้างหรือเปล่า แล้วบ้านของคุณมีสัตว์เลี้ยง เช่น สุนัข หรือ แมว บ้างไหม ถ้าคุณเลี้ยงสัตว์เลี้ยงมีขนเหล่านี้ คุณก็ไม่ควรเลือกพรมสีเข้ม ๆ อย่างสีดำ สีน้ำเงินเข้ม เพราะจะทำให้เห็นรอยฝุ่น หรือรอยขนสัตว์ได้ง่าย ลองเลือกซื้อพรมสีกลาง ๆ ที่ไม่เข้มหรือไม่อ่อนจนเกินไป จะทำให้ดูแลรักษาความสะอาดได้ง่ายกว่า

4. ราคา

ราคาพรมส่วนใหญ่ที่ติดไว้จะเป็นราคาดิบ ฉะนั้นคุณควรถามให้แน่ใจด้วยว่านอกจากราคาพรมแล้วยังมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อีกหรือไม่ อย่างเช่น ค่าจัดส่ง ค่าติดตั้ง ค่าอุปกรณ์ติดตั้ง หรือค่าเคลื่อนย้ายสิ่งของก่อนติดตั้ง เพราะควรทำความเข้าใจและสอบถามราคารวมให้แน่ใจก่อนที่จะตัดสินใจซื้อ นอกจากนี้คุณควรพิจารณาจากระยะเวลาและเงื่อนไขของการรับประกันสินค้าด้วย

5. ลักษณะภายนอก

สิ่งที่คุณควรดูก่อนเลือกซื้อพรมก็คือ ลักษณะของเส้นพรมว่ามีความหนามากน้อยเพียงใด โดยพรมที่ดีนั้นควรมีเส้นไหมอย่างน้อย 3-4 เส้นไหม ต่อ 1 เส้นพรม และดูจากความหนาแน่นในการทอเส้นพรม ซึ่งดูได้จากความห่างของเส้นพรม ถ้าแทบไม่มีช่องว่างเลยถือว่าเป็นพรมที่มีคุณภาพสูง ที่สำคัญก็อย่าลืมดูน้ำหนักพรมด้วยนะคะ ปกติแล้วที่หน้าร้านก็จะบอกน้ำหนักรวม กับ น้ำหนักสุทธิ ก็ให้คุณดูที่น้ำหนักสุทธิเป็นหลัก ถ้าพรมผืนนั้นมีน้ำหนักสุทธิสูง ก็แสดงว่ามีคุณภาพสูงด้วย

6. วัสดุ

ทุกวันนี้พรมนั้นถูกผลิตขึ้นจากวัสดุที่หลากหลายให้เราได้เลือกซื้อ เช่น พรมขนสัตว์ พรมที่ทอจากฝ้าย พรมใยสังเคราะห์ พรมไนล่อน หรือพรมอะคริลิค ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับความชอบในผิวสัมผัสและความสวยงามของพรมที่ผลิตจากวัสดุแต่ละชนิด แต่อีกสิ่งสำคัญที่ควรคำนึงถึงก็คือ ลักษณะของพรม โดยแบ่งออกได้ดังนี้

– พรมขนห่วง ลักษณะปลายของเส้นพรมจะยึดติดกับผืนผ้าไว้ทั้งสองข้าง ซึ่งพรมชนิดนี้ก็จะมีความหนาแน่นของเส้นใยมากกว่า ทำให้แข็งแรง คงทน และใช้ได้นาน

– พรมขนตัด ปลายด้านบนของเส้นพรมจะถูกตัดออกจากกัน ซึ่งถึงแม้พรมชนิดนี้จะไม่ทนทานเท่าพรมขนห่วง แต่สัมผัสของพรมก็นุ่มสบายเท้ากว่าพรมขนห่วงมาก

เมื่อรู้เคล็ดลับการเลือกพรมกันไปแล้ว หวังว่าเคล็ดลับนี้จะช่วยให้คุณเลือกซื้อพรมสำหรับห้องรับแขกของคุณได้ง่ายขึ้นนะคะ

บทความดีๆจาก กระปุกดอทคอม

 

ป้ายกำกับ: ,

รู้จักอิทธิพลของสีต่ออารมณ์…ก่อนทาสีบ้าน

รู้จักอิทธิพลของสีต่ออารมณ์…ก่อนทาสีบ้าน (By:Modern Mom)
เรื่อง : ไตรระลึก

ประโยชน์ทางตรงของการทาสีบ้านก็คือ ความสวยงามที่ตอบสนองความต้องการของเจ้าของบ้านออกมาตามสีต่าง ๆ แต่รู้หรือไม่ว่าสีทำได้มากกว่านั้น นอกจากสร้างความรู้สึกให้ห้องกว้าง หรือห้องแคบแล้ว สีนับว่าเป็นสิ่งสำคัญที่ส่งผลต่ออารมณ์ของผู้ที่อยู่ในบ้านได้อีกด้วย แต่ ช้าก่อน…ก่อนจะตัดสินใจเลือกสีทาบ้าน ต้องเข้าใจกันก่อนค่ะว่ากลุ่มสีไหนนั้นให้อารมณ์แบบไหน โดยทั่วไปเราสามารถแบ่งโทนสีออกได้เป็น 2 กลุ่มคือ

กลุ่มสีโทนเย็น

เป็นกลุ่มสีที่ให้ความรู้สึกสดชื่น สงบผ่อนคลายสบายใจ และช่วยคลายเครียด ความกังวล สีโทนเย็นจึงเหมาะกับห้องที่ใช้พักผ่อนและใช้ความคิดเป็นอย่างมากสีในกลุ่ม นี้ได้แก่

สีเขียว

สีที่ให้ความรู้สึกร่มรื่น สบายตา ผ่อนคลาย ปลอดภัย กระตุ้นให้เกิดความหวังและความสมดุล พลังของสีเขียวสามารถทำให้ประสาทตาผ่อนคลาย และความดันโลหิตของเราลดลงได้ ทั้งยังช่วยผ่อนคลายระบบประสาท

เหมาะสำหรับ : ห้องโถง ห้องนอน ห้องนั่งเล่น

สีน้ำเงิน

สีแห่งความสุขุม เยือกเย็น แต่หนักแน่น และละเอียดรอบคอบ พลังของสีน้ำเงินช่วยให้ระบบหายใจของเราเกิดความสมดุลและแข็งแรงขึ้น ใช้ในการรักษาโรคความดันโลหิตสูง และคลายความเหงา อีกทั้งยังช่วยในการสร้างแรงบันดาลใจได้ดีอีกด้วย

เหมาะสำหรับ : ห้องทำงาน ห้องอ่านหนังสือ

สีฟ้า

สีที่ให้ความรู้สึกสงบเยือกเย็น เป็นอิสระ ปลอดโปร่ง โล่งสบาย ช่วยให้ใจเย็นและระงับความกระวนกระวายในใจได้ดี พลังของสีฟ้ายังช่วยในการรักษาอาการของโรคปอด ลดอัตราการเผาผลาญพลังงาน รักษาอาการเจ็บคอ และทำให้ชีพจรของเราเต้นเป็นปกติ

เหมาะสำหรับ : ห้องน้ำ ห้องนอน ห้องนั่งเล่น

กลุ่มสีโทนร้อน

ทำให้เกิดความรู้สึกมีพลัง เร่าร้อน กระตือรือร้น และกระฉับกระเฉง เสริมสร้างพลังและแรงกระตุ้นในการทำสิ่งต่าง ๆ ในทางจิตวิทยา สีโทนร้อนจะช่วยกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกเจริญอาหาร ทำให้เกิดความหิว และกระตุ้นให้มีชีวิตชีวาอยู่เสมอ สีในกลุ่มนี้ได้แก่

สีแดง

สีแรงฤทธิ์ที่กระตุ้นระบบประสาทได้รุนแรงที่สุด สร้างความรู้สึกเร้าใจ ตื่นเต้น ท้าทาย ตื่นตัว พลังของสีแดงจะกระตุ้นพลังชีวิตให้มีความเข้มแข็ง กระตือรือร้นและมีชีวิตชีวา เมื่อใดก็ตามที่รู้สึกท้อแท้หมดกำลังใจ ลองสวมใส่เสื้อผ้าสีแดง ทาปากสีแดง รองเท้า หรือกระเป๋า พลังของสีแดงจะช่วยกระตุ้นให้คุณเกิดความมั่นใจในตัวเองขึ้นมาได้ แต่หากไม่ชื่นชอบสีแดง อาจจะลองเปลี่ยนเป็นสีส้มดูก็ได้

เหมาะสำหรับ : ห้องน้ำ ห้องโถง และห้องทำงาน (อาจจะไม่ทาสีแดงทั้งห้องใช้เป็นสีตัดกับสีพื้น)

สีม่วง

สีแห่งผู้รู้ ช่วยให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลาย กระตุ้นให้เกิดแรงบันดาลใจ และสร้างความสงบในจิตใจได้เป็นอย่างดี พลังของสีม่วงยังช่วยให้สมองของเราสงบ และเกิดสมาธิ เมื่อคุณต้องขบคิดกับปัญหาที่ยังไม่สามารถหาทางออกได้ การนำสีม่วงเข้ามาประยุกต์ใช้กับข้าวของเครื่องใช้ที่อยู่รอบตัวคุณจะทำให้ คุณสามารถตัดสินใจกับเรื่องต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น

เหมาะสำหรับ : ห้องอ่านหนังสือ ห้องทำงาน ห้องนั่งเล่น หรือห้องพระ

สีส้ม

สีแห่งความสร้างสรรค์ อบอุ่น สดใส สร้างสติปัญญาความทะเยอทะยานที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง แต่เป็นพลังที่มีความระมัดระวังอยู่ นอกจากนี้สีส้มในทางจิตวิทยาจะช่วยบรรเทาอาการซึมเศร้าได้ หากต้องการเรียกพลัง ความกระตือรือร้นในชีวิตให้กลับคืนมา หรือพลิกฟื้นความสนุกสนานให้กับบ้านหลังน้ำท่วม สีส้มก็เป็นอีกสีที่แนะนำ

เหมาะสำหรับ : ห้องกินข้าว ห้องนั่งเล่น ห้องอ่านหนังสือ

สีเหลือง

สีแห่งความสนุกสนาน ความฉลาดรอบรู้ ความสดใสร่าเริง และทำให้มีอารมณ์ขัน พลังของสีเหลืองยังช่วยกระตุ้นให้ระบบการทำงานของลำไส้เป็นไปตามปกติ ช่วยปรับสมดุลของระบบทางเดินอาหาร ทำให้ระบบย่อยอาหารและระบบขับถ่ายทำงานดีขึ้น และยังสามารถใช้เยียวยาอาการท้อแท้ หดหู่ และหมดกำลังใจ

เหมาะสำหรับ : ห้องครัว ห้องกินข้าว ห้องนั่งเล่น

Tips :

ห้องนอนคุณแม่ตั้งครรภ์

ควรเลือกทาสีฟ้า สีชมพู หรือสีในกลุ่มโทนสีเย็น เพราะจะช่วยให้คุณแม่รู้สึกผ่อนคลาย และมีความอบอุ่นในระหว่างที่นอนหลับด้วยค่ะ

ห้องนอนลูก

ควรใช้เฉดสีที่สดใส มีชีวิตชีวา เพื่อเพิ่มความรู้สึกที่ร่าเริง และจินตนาการให้แก่เด็ก เช่น สีเหลืองสด หรือสีแดง เป็นต้น

ความ มหัศจรรย์ของการใช้สีปรับอารมณ์ไม่จำเป็นต้องเป็นสีทาผนังเท่านั้นนะคะ คุณยังสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับสิ่งของได้อีกด้วย เช่น การใช้โซฟาสีฟ้า หรือสีเขียวอ่อน จะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายขึ้น

 

ขอขอบคุณบทความดีๆจาก http://www.modernmommag.com

 

ป้ายกำกับ: ,

การวางแผนสำหรับการตกแต่งห้อง

ถ้าหากคุณต้องการที่จะตกแต่งหรือต่อเติมบ้านหรือห้องของคุณ แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มยัง ก่อนที่คุณจะเริ่มลงมือคุณควรจะเข้าใจว่ามีสิ่งใดที่เกี่ยวข้องและจะทำให้ สำเร็จอย่างไร แผนการคร่าวๆที่คุณควรจะมี

  • ถามตัวเองว่าอะไรที่คุณต้องการจะทำให้สำเร็จ มันเป็นแค่การตกแต่งเพิ่มเติม หรือเป็นการเปลี่ยนทั้งหมด
  • ตัดสินใจดูว่าคุณต้องการที่จะดีไซน์หรือออกแบบเอง หรือจะจ้างผู้เชี่ยวชาญรวมถึงผู้รับเหมา
  • ตั้งงบประมาณคร่าวๆสำหรับการตกแต่ง การวางงบประมาณนั้นก่อนอื่นคุณต้องแจกแจงว่าอุปกรณ์ที่ต้องใช้มีอะไรบ้าง อาจจะแวะตามร้านค้าหรือห้างสรรพสินค้า โฮมเซ็นเตอร์ ร้านเฟอร์นิเจอร์ เพื่อเปรียบเทียบและสำรวจทั้งสินค้าและราคา การพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญก็สามารถช่วยให้ประเมินราคาคร่าวๆได้เช่นกัน
  • เขียนผังห้อง ตำแหน่งสิ่งของหรือเฟอร์นิเจอร์ไว้ ถ้าคุณเห็นภาพในแม็กกาซีนสวยๆ ก็จัดเก็บไว้ได้เช่นกัน
  • รูปแบบ(Theme) ของห้องคุณเป็นอย่างไร สีที่ใช้เป็นโทนไหน
  • แสงภายในห้องคุณจะใช้ประเภทใด จุดไหนที่คุณต้องการจะติดตั้งไฟ
  • การใช้งานภายในห้องคุณใช้มากน้อยเพียงใด ถ้าห้องถูกใช้งานมากๆ คุณอาจจะต้องเพิ่มงบประมาณกับอุปกรณ์บางชนิดที่ใช้บ่อยๆ
  • สิ่งสำคัญที่สุดคือใส่ความเป็นตัวคุณลงไปในห้อง เพราะทุกสิ่งที่คุณเลือกสำหรับห้องคุณควรจะเป็นสิ่งที่คุณรักและสะท้อนความเป็นคุณได้
ตกแต่งห้องด้วยผ้าม่านสวยหรู

ตกแต่งห้องด้วยผ้าม่านสวยหรู

ขอขอบคุณบทความดีๆจากนิตยสาร บ้านและสวน

 

ป้ายกำกับ:

เผยเทคนิคที่ช่วยทำให้บ้านขนาดเล็กดูน่าอยู่

เปิดเผยเทคนิค5ข้อง่ายๆที่จะทำให้บ้านหรือห้องภายในคอนโดขนาดเล็กดูน่าอยู่มากยิ่งขึ้น

การหมั่นดูแลรักษาความสะอาดที่พักอาศัยของเรา ล้วนแล้วเป็นปัจจัยสำคัญเพื่อสุขภาพที่ดีของสมาชิกในบ้าน
ถึงแม้ว่าจะเป็นบ้านหลังเล็ก…เราก็ต้องใช้พื้นที่ให้คุ้มค่ามากที่สุด…
งานดีไซน์ จึงถูกประยุกต์ให้ดูสะอาดตา… แต่ได้ประโยชน์ในพื้นที่ใช้สอยที่มีอยู่
โดยมีเทคนิคง่ายๆ 5 ข้อด้วยกันที่ทำให้บ้านเล็กน่าอยู่

วิธีที่ 1 จัดสรรพื้นที่ใช้สอยให้ลงตัว

ในปัจจุบัน ที่พักอาศัยที่มีขนาดกะทัดรัดนั้นเข้ามามีบทบาทสำหรับชีวิตคนเมืองใหญ่และมีแนวโน้มว่าจะเป็นที่นิยมมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากความคล่องตัวและสะดวกสบายสำหรับผู้ที่ต้องทำงานและใช้ชีวิตในเมือง ลักษณะเฉพาะที่สำคัญประการหนึ่งของอาคารเหล่านี้ก็คือ พื้นที่ใช้สอยซึ่งมีขนาดค่อนข้างจำกัด ดังนั้นการวางแผนการใช้สอยพื้นที่และการตกแต่งที่ดีเป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะพื้นที่ใช้สอยที่มีค่อนข้างจำกัด ทำให้ต้องมีการวางแผนและออกแบบ เพื่อให้สามารถใช้พื้นที่ทุกตารางนิ้วให้เป็นประโยชน์ได้มากที่สุด โดยยังคงความสะดวกสบายในด้านการใช้สอย และยังมีสุนทรียภาพในการใช้ชีวิตอยู่อย่างครบถ้วนสมบูรณ์

สิ่งที่ต้องวางแผนเป็นอันดับแรกในการจัดตกแต่งห้องเล็กนั้นก็คือการ จัดสรรพื้นที่ใช้สอย ต่าง ภายในห้องให้ลงตัว ง่ายต่อการใช้สอย โดยคิดหาวิธีที่จะจัดแบ่งพื้นที่การใช้งานให้เป็นสัดส่วน โดยที่ไม่ทำให้ห้องดูแคบและอึดอัด โดยให้ยึดหลักการออกแบบ โดยการจัดวางส่วนต่าง ๆ ให้เสียพื้นที่เป็นทางเดินน้อยหรือสั้นที่สุด ซึ่งเป็นวิธีที่ทำให้ได้พื้นที่ใช้สอยมากที่สุดเนื่องจากไม่ต้องเสียพื้นที่ห้องไปเป็นส่วนทางเดินนั่นเอง ลองพิจารณาทางเข้าทางออก ทางสัญจร ของส่วนต่าง ๆ ตลอดจนพิจารณาลำดับขั้นของการเข้าถึงพื้นที่ ต่าง ๆ ว่ามีความเหมาะสม และสะดวกสบายในการใช้สอยหรือไม่ เช่นอาจจัดพื้นที่บริเวณนั่งเล่น-พักผ่อน และ รับประทานอาหารไว้ใกล้ๆ กันในส่วนหน้า เพื่อความสะดวกในการเข้าถึง โดยเฉพาะในกรณีที่มีแขกมาเยี่ยมเยียนบ่อยๆ

การจัดสรรพื้นที่ใช้สอยเป็นสิ่งสำคัญในการตกแต่งบ้าน โดยเฉพาะในการตกแต่งที่พักอาศัยที่มีพื้นที่จำกัดยิ่งต้องมีการวางแผนกันอย่างรอบคอบ ควรตั้งคำถามกับตัวเองว่าในชีวิตประจำวันเรามีความจำเป็นต้องใช้พื้นที่ส่วนใดบ้าง หากมีพื้นที่ใดที่ใช้ประโยชน์ไม่เต็มที่ ก็ให้พิจารณารวมเข้ากับพื้นที่ใช้สอยส่วนอื่นๆ ในลักษณะพื้นที่เอนกประสงค์ที่สามารถปรับเปลี่ยนการใช้สอยได้ เพื่อให้สามารถใช้พื้นที่ที่มีอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาจจัดพื้นที่ใช้สอยที่คล้ายกันเป็นส่วนเดียวกันเสีย เช่น ส่วนรับแขกกับส่วนพักผ่อนนั้นจัดเป็นส่วนเดียวกันโดยสามารถปรับเปลี่ยนการใช้สอยได้ตามวาระและโอกาส ห้องนอน ห้องสมุด และห้องทำงาน อาจจะจัดอยู่ในพื้นที่เดียวกันโดยการกันให้เป็นสัดส่วน ส่วนครัวและส่วนทานอาหาร มีความต่อเนื่องกัน และสามารถยืดหยุ่นในการใช้สอยได้ เป็นต้น

วิธีที่ 2 นำพื้นที่ที่ไม่ใช้ประโยชน์มาใช้

เมื่อวางแผนการใช้สอยพื้นที่เสร็จแล้ว ก็ยังมีบางพื้นที่บางมุมที่ยังไม่ได้ถูกใช้ประโยชน์ มักเป็นจุดที่เรามองข้ามไปกันเสียส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ในซอกหลีบเล็ก ๆ พื้นที่ที่เกิดจากช่องว่างของเสา คาน พื้นที่ใต้บันใด และพื้นที่ในแนวตั้งตามส่วนต่าง ๆ พื้นที่เหล่านี้สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ เช่นพื้นที่ใต้บันใดสามารถที่จะทำเป็นมุมอ่านหนังสือเล็ก ๆ หรืออาจจะจัดเป็นชั้นหนังสือหรือชั้นวางข้าวของต่าง ๆ

การจะนำพื้นที่มาใช้ประโยชน์ให้ลองคิดถึงประโยชน์ใช้สอยในแนวตั้งให้มาก เพราะยิ่งจัดวางข้าวของต่าง ๆ เป็นแนวตั้งได้เท่าไรพื้นที่ก็จะดูโล่งขึ้นเท่านั้น เพราะฉะนั้นสำหรับชั้นวางของก็อาจจะออกแบบให้มีความสูงจรดเพดาน ซึ่งถือได้ว่าเป็นการนำพื้นที่ส่วนที่สูงๆ ใกล้ๆ เพดานมาใช้ให้เกิดประโยชน์เสียเลย นับเป็นการใช้พื้นที่แนวตั้งให้เป็นประโยชน์ในการจัดวางสิ่งของ ซึ่งช่วยเพิ่มพื้นที่ใช้สอยสำหรับห้องที่มีพื้นที่เล็กๆ ได้

พื้นที่ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์อีกแบบป็นพื้นที่ที่จะปรากฏให้เห็นก็ต่อเมื่อเราได้จัดวางและมีความคิดในการออกแบบ จัดแต่งห้องได้อย่างถูกต้องเสียก่อน เช่น การจัดวางเครื่องเรือนนั้น จากที่เคยวางเครื่องเรือนลอยตัว เดินได้โดยรอบ ก็เปลี่ยนมาจัดวางเครื่องเรือนโดยวางให้ชิดผนังด้านหนึ่ง เป็นการเปิดให้มีที่ว่างสำหรับการสัญจรที่สะดวกสบาย และทำให้พื้นที่ดูกว้างขึ้นทันตาเห็น พื้นที่บางส่วนที่รวมกันได้ก็จัดการรวมกันเสีย เช่นการใช้พื้นที่ร่วมกันระหว่างห้องครัว และมุมรับประทานอาหาร ในลักษณะที่เรียกว่า eat-in kitchen ก็ช่วยเพิ่มพื้นที่ใช้สอยขึ้นได้เช่นกัน

วิธีที่ 3 ไม่กั้นก็ไม่แคบ (ตกแต่งให้ โล่ง โปร่ง สบาย)

สำหรับกลเม็ดเคล็ดลับของการจัดห้องเล็กให้น่าอยู่นั้นนับได้ว่าเป็นสิ่งสำคัญในการจัดพื้นที่แคบ คือเป็นการพยายามสร้างความต่อเนื่องภายในพื้นที่ไว้ให้มากที่สุด ในการจัดแบ่งพื้นที่ใช้สอยนั้นไม่ควรกั้นผนังทึบ เพราะจะยิ่งทำให้บ้านดูแคบลงไปอีก หากต้องการแบ่งพื้นที่ใช้งานภายในห้อง ควรกั้นพื้นที่ด้วยผนัง หรือวัสดุแบบโปร่ง เช่น ใช้ฉากหรือม่านที่เลื่อนปิดเปิดได้ เพื่อให้สามารถปรับเปลี่ยน พื้นที่การใช้งานให้เหมาะสมกับความต้องการได้มากขึ้นหรืออาจใช้ประตูบานเลื่อนที่เลื่อนปิดเปิดได้ ซึ่งสามารถเปิดออกให้เกิดพื้นที่ต่อเนื่องได้สะดวกทุกเวลาที่ต้องการและปิดเมื่อต้องการความเป็นส่วนตัว อาจใช้ประตูบานเลื่อนกระจกฝ้า กั้นแบ่งพื้นที่ห้องนอนและห้องนั่งเล่น ซึ่งในเวลากลางวันสามารถเปิดทิ้งไว้เพื่อให้เกิด space และบรรยากาศที่น่าสนใจขึ้น หรือออกแบบตกแต่งโดยใช้ผ่าม่านโปร่งเป็นตัวแบ่งพื้นที่ใช้สอยระหว่างห้องนอนกับพื้นที่ส่วนอื่น ผ้าม่านนั้นช่วยสร้างความรู้สึกเป็นส่วนตัว แต่ในขณะเดียวกันก็ยังคงบรรยากาศที่ดูโปร่งสบายไว้ได้

การเปิดช่องแสงเพื่อเชื่อมต่อกับพื้นที่ภายนอก ก็เป็นเทคนิควิธีอีกอย่างหนึ่งที่จะช่วยให้บ้านดูกว้างและมีมิติมากขึ้นโดยอาจทำผนังด้านหนึ่งเป็นประตูหรือหน้าต่างยาวจรดพื้น เพื่อรับแสงธรรมชาติจากภายนอก และอาจติดม่านโปร่งเพื่อช่วยกรองแสงให้ดูนุ่มนวลยิ่งขึ้น วิธีนี้เป็นการหยิบฉวยพื้นที่ภายนอกให้เข้ามาอยู่ในห้อง หรือ การสร้างผนังโปร่งกั้นบางส่วนในลักษณะ partial wall ก็สามารถแบ่งอาณาเขตพื้นที่ใช้สอยระหว่างมุมเตรียมอาหารกับพื้นที่ใช้สอยอื่นๆ เช่น ห้องนอน มุมพักผ่อน มุมทำงาน หรือมุมดูหนังฟังเพลง ได้เป็นอย่างดีโดยที่ยังคงความรู้สึกต่อเนื่องของพื้นที่ หรือ การใช้ชั้นวางของเตี้ยๆ เพื่อแบ่งพื้นที่ใช้สอยส่วนต่างๆ ในลักษณะเป็น low partition ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้ห้องดูไม่ทึบและอึดอัด เป็นแบ่งพื้นที่ใช้สอยแต่ไม่ขวางกั้นสายตา และสามารถเคลื่อนย้ายปรับเปลี่ยนได้ตามต้องการ

วิธีที่ 4 เทคนิค ลวงตาและสร้างความน่าสนใจ (Gimmick)

ในการจัดแบ่งพื้นที่ใช้สอยนั้นไม่ควรกั้นผนังทึบ เพราะจะยิ่งทำให้บ้านดูแคบลงไปอีก หากต้องการแบ่งพื้นที่ใช้งานภายในห้อง ควรกั้นพื้นที่ด้วยผนัง หรือวัสดุแบบโปร่ง เช่น ใช้ฉากหรือม่านที่เลื่อนปิดเปิดได้ เพื่อให้สามารถปรับเปลี่ยน พื้นที่การใช้งานให้เหมาะสมกับความต้องการได้มากขึ้นหรืออาจใช้ประตูบานเลื่อนที่เลื่อนปิดเปิดได้ ซึ่งสามารถเปิดออกให้เกิดพื้นที่ต่อเนื่องได้สะดวกทุกเวลาที่ต้องการและปิดเมื่อต้องการความเป็นส่วนตัว อาจใช้ประตูบานเลื่อนกระจกฝ้า กั้นแบ่งพื้นที่ห้องนอนและห้องนั่งเล่น ซึ่งในเวลากลางวันสามารถเปิดทิ้งไว้เพื่อให้เกิด space และบรรยากาศที่น่าสนใจขึ้น หรือออกแบบตกแต่งโดยใช้ผ่าม่านโปร่งเป็นตัวแบ่งพื้นที่ใช้สอยระหว่างห้องนอนกับพื้นที่ส่วนอื่น ผ้าม่านนั้นช่วยสร้างความรู้สึกเป็นส่วนตัว แต่ในขณะเดียวกันก็ยังคงบรรยากาศที่ดูโปร่งสบายไว้ได้

4.1 การเลือกใช้สี สำหรับพื้นที่ที่มีอยู่จำกัดแล้ว
ควรเลือกใช้สีโทนสว่าง เพราะสีโทนสว่างนั้นให้ความรู้สึกว่าพื้นที่นั้นดูกว้างกว่าความเป็นจริง ในห้องที่มีขนาดเดียวกันนั้น ห้องที่ทาสีโทนสว่างนั้นจะดูกว้างกว่าห้องที่ทาสีทึบ แต่ก็ใช่ว่าจะห้ามใช้สีทึบเสียเลย แต่ควรจะมีการจัดการให้เหมาะสม นอกจากนี้การทาสีเข้มที่ผนังห้องด้านหนึ่งด้านใด นอกจากจะเป็นฉากรับภาพที่ดีแล้ว ยังช่วยสร้างมิติในเชิงลึกให้กับห้อง ทำให้ห้องดูเหมือนมีพื้นที่กว้างขึ้นได้ด้วย

4.2 เส้นสาย

เส้นในที่นี้ หมายรวมถึง วัตถุ หรือจุดต่าง ๆ ที่ต่อเนื่องกันจนกลายเป็นเส้นด้วย เพราะฉะนั้นจะมีทั้งเส้นที่มองเห็นด้วยตาและเส้นที่มองเห็นด้วยความรู้สึกให้ได้เลือกประยุกต์ใช้ได้ตามความเหมาะสม
สำหรับการเลือกใช้เส้นนั้น ในส่วนของพื้นที่ที่ดูแคบหรือดูสูงจนเกินไป สามารถที่จะนำเส้นนอนมาใช้ลวงตาให้ดูกว้างและต่ำลง ในลักษณะเดียวกันในส่วนที่ดูว่าต่ำหรือกว่างจนเกินงาม ก็สามารถใช้เส้นตั้งมาจัดการแก้ปัญหาให้ส่วนนี้ดูสูงและแคบลงได้ เส้นสายที่ว่านี้อาจจะเป็นสีที่ทาเป็นเส้น หรือกรอบรูปที่แขวนกันเป็นเส้น ไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นเส้นที่เขียนขึ้นเท่านั้น

4.3 การใช้วัสดุผิวมันวาว

เช่น กระจกหรือสเตนเลส สร้างเงาสะท้อนเพื่อเพิ่มมิติให้กับพื้นที่ ช่วยให้พื้นที่ดูกว้างหรือมี space เพิ่มมากขึ้นในทันทีทันใด แต่การใช้เทคนิคนี้สิ่งที่ต้องระวังให้ดีคือตำแหน่งการจัดวาง เพราะหากจัดวางผิดที่ผิดทางแล้วอาจจะส่งผลไม่ดีต่อผู้อยู่อาศัยได้ ไม่ควรใช้เทคนิคนี้มากเกินไปจนสร้างความสับสนในเรื่องเส้นทางและการรับรู้ได้เป็นดีที่สุด

4.4 การสร้างความน่าสนใจให้กับห้อง หรือการสร้าง Gimmick

Gimmick นั้นเป็นการเติมเสน่ห์เล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับบ้าน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะสิ่งเหล่านี้มีส่วนทำให้บ้านมีชีวิต Gimmick คือ ทุกอย่างที่อยู่รอบตัวคุณ คือสิ่งต่างๆ ที่คุณสะสม เป็นเหมือนคาแรคเตอร์ของคุณเองและมีเสน่ห์ในตัวเอง ยิ่งเป็นห้องขนาดเล็กที่ควรจะใช้สีอ่อนเป็นพื้นเพื่อให้ห้องดูกว้างขึ้นแล้ว การนำสิ่งของเล็ก ๆ สีสดใสมาแต่งบ้าน ก็ช่วยให้ห้องดูสดใสน่าสนใจขึ้นได้อย่างมากทีเดียว

วิธีที่ 5 เลือกใช้ข้าวของแบบอัตถประโยชน์

การเลือกใช้ข้าวของแบบอัตถประโยชน์ คือ การเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ที่มีประโยชน์ใช้สอยอย่างหลาก หลายในชิ้นเดียว หรือ การเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์อเนกประสงค์ หรือหนึ่งชิ้นหลายหน้าที่ (multi-tasking) แทนการใช้เฟอร์นิเจอร์หลายชิ้น ซึ่งเป็นอีกวิธีการที่จะช่วยประหยัดพื้นที่ใช้สอยทำให้สามารถใช้ประโยชน์จากพื้นที่ที่มีอยู่ได้คุ้มค่ามากยิ่งขึ้น เช่น การใช้เฟอร์นิเจอร์ที่สามารถยืด หด พับเก็บได้ก็สามารถช่วยประหยัดเนื้อที่ได้มาก เพราะทำให้ปรับเปลี่ยนได้ตามการใช้งานได้อย่างสะดวก โดยไม่เปลืองเนื้อที่ เมื่อไม่ใช้ก็จัดเก็บได้ นอกจากนี้การใช้เฟอร์นิเจอร์ที่มีรูปทรงโปร่ง หรือมีขนาดกะทัดรัดก็ช่วยทำให้ห้องดูโล่ง ไม่ทึบตันได้ด้วย เพราะฉะนั้นนอกจากลักษณะของเฟอร์นิเจอร์ที่สามารถใช้สอยแบบอัตถประโยชน์ได้แล้ว สีและลักษณะรูปทรงของเฟอร์นิเจอร์ก็มีความสำคัญไม่น้อย

ในปัจจุบันเฟอร์นิเจอร์ที่มีประโยชน์ใช้สอยแบบอัตถประโยชน์นั้นก็มีมากมายหลายแบบเช่น

1. เตียงที่ด้านล่างออกแบบเป็นลิ้นชักเก็บของได้ เป็นเตียงในลักษณะที่เรียกว่า hidden storage

2. เฟอร์นิเจอร์ที่ใช้เป็นเตียงนอน และสามารถปรับใช้เป็นโซฟาพักผ่อนในเวลากลางวัน เป็นลักษณะที่มีคำจำกัดความว่าเป็น “a bedroom serves as an extension of the living room”

3. โซฟานั่งเล่น โซฟาพักผ่อนหรือ Daybed ซึ่งออกแบบให้มีที่เก็บของด้านล่าง

4. โต๊ะกลางที่ออกแบบให้ทำหน้าที่เป็นที่เก็บของอีกหน้าที่หนึ่ง
5. เก้าอี้นวมหรือottomanซึ่งออกแบบให้มีที่เก็บของซ่อนอยู่ด้านใน
6. โต๊ะที่ออกแบบให้สามารถปรับใช้เป็นโต๊ะทำงาน และโต๊ะแต่งตัวได้ในเวลาเดียวกัน
อีกตัวอย่างหนึ่งของแนวคิดการใช้เฟอร์นิเจอร์แบบหนึ่งชิ้นหลายหน้าที่ หรือ multi-tasking คือ การจัดวางตำแหน่งเฟอร์นิเจอร์ธรรมดาที่มีอยู่ให้สามารถใช้งานได้หลากหลาย เช่น วางโต๊ะกลางในตำแหน่งที่เป็นได้ทั้ง มุมพักผ่อน โต๊ะรับประทานอาหาร หรือโต๊ะทำงาน ฯลฯ แล้วแต่การใช้งานในแต่ละโอกาส ก็สามารถทำให้เฟอร์นิเจอร์ธรรมดา ๆ กลายเป็น เฟอร์นิเจอร์อัตถประโยชน์ ได้เช่นกัน

ไม่ยากเลยใช่ไหมคะ 5 เทคนิค ง่ายๆ ที่คุณสามารถนำไปปรับใช้กับบ้านของคุณได้
เท่านี้ก็จะทำให้บ้านเล็กของคุณสวยและมีเสน่ห์สร้างความประทับใจแก่ผู้มา เยือนได้ตราบนานเท่านาน

บทความโดย : อติพร จารุภวงศ์

 

ป้ายกำกับ: ,