แปลงโฉมเฟอร์นิเจอร์เก่าให้ดูดี

สำหรับบางคนการเปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์ โซฟา โต๊ะ เก้าอี้ อาจเป็นเรื่องไม่ยากเพราะกำลังทรัพย์เหลือเฟือแต่ถ้าใครยังรู้สึกเสียดายเงิน แต่ก็ไม่ชอบที่มันเก่า ๆ หมอง ๆ ขอเสนอเทคนิคการซ่อมแซมและการตกแต่งเพื่อให้ของเก่าดูดีขึ้น

การใช้หมอนอิง ขอแนะนำให้ลองนำหมอนอิงใบสวยเก๋ สีสันสดใสมาตกแต่งให้เข้ากับรูปแบบของเฟอร์นิเจอร์ของคุณ เท่านี้ก็สามารถปกปิดร่องรอยที่ไม่สวยงามบนโซฟาหรือเก้าอี้ได้ ถ้าจะให้ได้บรรยากาศแบบไทย ๆ ขอให้ใช้หมอนอิงที่เป็นผ้าฝ้าย ซึ่งผิวสัมผัสจะนิ่มสบาย แต่ถ้าเป็นผ้าไหมจะทำให้รู้สึกถึงความภูมิฐาน มีรสนิยม เนื้อผ้าทั้งสองแบบให้บรรยากาศแบบไทย ๆ ได้ดีและซักล้างทำความสะอาดง่าย

การดูแลเฟอร์นิเจอร์หลากชนิด

เฟอร์นิเจอร์ไม้

  • ถ้ามีรอยคราบเป็นวง ใช้กระดาษซับแบบหนาวางทับเหนือรอยคราบแล้วใช้เตารีดที่มีไฟปานกลางนาบซ้ำกันหลายๆ หนจนกว่ารอยนั้นจะหายไปหรือจะใช้ผ้าหรือสำลีชุบน้ำมันการบูรเช็ดถูจนหมดรอย
  • กรณีน้ำตาเทียน ที่แม้จะขูดออกไปแล้วแต่ยังมีรอยอยู่ใช้น้ำมันสนเช็ดออก
  • รอยขีดข่วนให้ใช้น้ำมันชักเงาถู รอยขีดบาง ๆ จะหายไปได้
  • รอยคราบจากสี ใช้น้ำมันสนเช็ดคราบออกได้ แล้วค่อยใช้น้ำมันชักเงาถูให้สะอา

เฟอร์นิเจอร์ชนิดที่หุ้มด้วยผ้า

  •  คราบฝุ่นละอองและคราบสกปรกต่าง ๆ จะเป็นปัญหามากที่สุด เพราะฉะนั้นต้องหมั่นดูดฝุ่นและปัดฝุ่นให้สม่ำเสมอ โดยใช้แปรงกลมปัดฝุ่นตามซอกต่าง ๆ
  • หากน้ำหกบนผ้า ให้ใช้ผ้าซับน้ำไว้ไม่ให้กระจายเป็นวงกว้าง ถ้ามีคราบเปื้อนให้ใช้สบู่ทูบริเวณที่เปื้อนแล้วค่อยใช้ผ้าซับสบู่และน้ำออกมา จากนั้นใช้ไดร์เป่าผมเป่าให้แห้ง เพื่อไม่ให้เป็นคราบด่างทิ้งไว

เฟอร์นิเจอร์ที่เป็นโลหะ

  • หากมีน้ำหรือของเหลวหกใส่ ควรรีบทำความสะอาดทันทีไม่ปล่อยทิ้งไว้ เพราะอาจเป็นสาเหตุของสนิมและรอยคราบสกปรก
  • ควรพิจารณาชนิดของโลหะเพื่อการจัดวางเฟอร์นิเจอร์โลหะได้ถูกตำแหน่ง เช่น โลหะที่เป็นสนิมได้ไม่ควรไว้ใกล้บริเวณที่ชื้นแฉะ เป็นต้น

เฟอร์นิเจอร์ที่หุ้มด้วยหนัง

  • โซฟาหนังที่เกิดรอยด่าง ลองใช้ผ้าชุบน้ำพอหมาดเช็ดถู นำแชมพู หรือน้ำยาทำความสะอาดหนัง ทาให้ทั่วบริเวณที่เป็นรอยด่าง แล้วเช็ดออก รอยด่างก็จะหายได้
  • ถ้าเบาะฉีกขาดเล็กน้อยลองหาหนังที่เป็นสีเดียวกับโซฟามาปะเสีย แล้วนำผ้ามาหุ้ม จะได้เบาะใหม่ดูดีขึ้นหรือใช้วางหมอนอิงปิดทับเสีย

BY:http://www.thaihomemaster.com/showinformation.php?TYPE=14&ID=416

Advertisements

เลือกม่านอย่างไรให้เหมาะสม

เลือกม่านอย่างไรให้เหมาะสม

เริ่มด้วย ผ้าม่าน ในการเลือกให้เหมาะสมในแต่ละจุดในห้องสิ่งแรกที่ต้องคำนึงถึงคงเป็นเรื่อง ของแสงสว่าง ความต้องการแสงของผู้อาศัยในแต่ละจุดในบ้านอาจจะไม่เหมือนกัน
เนื่อง ด้วยทิศทางของห้องซึ่งแสงแดดส่องเข้ามาจะไม่เหมือนกัน บางห้องอาจจะถูกแดดแรงมากๆ บางห้องอาจจะไม่มีแดดเลย การเลือกใช้ชนิดของม่านที่เหมาะกับความต้องการจะช่วยให้ผ้าม่านเกิดประโยชน์ได้สูงสุด
ยกตัวอย่างเช่น ห้องนอนซึ่งหันไปทางทิศเหนือหรือทิศตะวันออก ซึ่งถูกแสงแดดในตอนเช้าส่องเข้ามาตรงๆผู้อาศัยบางท่านที่ทำงานไม่เป็นเวลา การเลือกใช้ผ้าม่านทึบแสงจะช่วยให้ผู้อาศัยนอนหลับได้แม้ภายนอกจะมีแดดแรงก็ ตาม
ในทางกลับกันหากผู้อาศัยใช้อาศัยแสงจากภายนอกในการลุกจากที่นอน การเลือกผ้าแบบที่แสงผ่านได้ก็จะเหมาะสมมากกว่า
หรือ สำหรับห้องรับแขกการเลือกใช้ผ้าโปร่งมาติดตั้งคู่กับผ้าทึบจะช่วยให้ห้องดู สวยงามหรูหรามากกว่าการติดม่านแค่ชั้นเดียว อีกทั้งผ้าโปร่งยังมีส่วนช่วยในการพรางสายตาจากภายนอกได้ด้วย

ผ้าม่านทึบแสง ม่านกันแสง

ผ้าม่านทึบแสง ม่านกันแสง

สำหรับแบบม่านอื่นๆนอกเหนือไปจากผ้าม่านนั้น ปัจจุบันตามบ้านพักอาศัยหันมาเลือกใช้ม่านชนิดอื่นๆกันมากขึ้น เนื่องจากมีฟังก์ชันการใช้งานต่างไปจากการใช้ผ้าม่าน สำหรับม่านที่นิยมนำมาใช้กันได้แก่

  • ม่านม้วน วัสดุจะเป็นใยสังเคราะห์แบ่งได้ 3 ประเภทคือ ชนิดแสงผ่านได้ ชนิดทึบแสง และชนิดซันสกรีน
  • มู่ลี่ วัสดุที่ใช้จะเป็น อลูมิเนียมและไม้
  • ม่านปรับแสง วัสดุที่ใช้จะผลิตจาก เส้นใยสังเคราะห์ และอลูมิเนียม
ม่านม้วน

ม่านม้วนชนิดแสงผ่านได้

สามารถเลือกโดยคำนึงถึงเรื่องแสงสว่างที่ต้องการได้เหมือนผ้าม่าน
เช่น หากต้องการปรับแสงให้เข้ามาในห้องมากหรือน้อยก็เลือกใช้เป็น มู่ลี่ หรือ ม่านปรับแสง ต้องการบังแสงด้วยและเห็นวิวภายนอกด้วย ม่านม้วนชนิดซันสกรีน ม่านปรับแสง มู่ลี่ หรือเป็นมู่ลี่ไม้ในกรณีต้องการความสวยงามดูเป็นธรรมชาติ
ต้องการกันแสงและความร้อนด้วยก็เลือกใช้เป็น ม่านม้วนทึบแสง หรือ ม่านปรับแสงทึบแสง
หรือ เลือกใช้ ม่านม้วนหรือม่านปรับแสง ในกรณีที่อยู่อาศัยมีฝุ่นมากเนื่องจากม่าน2ชนิดนี้ผลิตจากใยสังเคราะห์ สามารถเลือกชนิดที่ไม่ติดฝุ่นหรือฝุ่นติดน้อยได้ เช่นเลือกวัสดุผิวมันจะช่วยกันฝุ่นได้เป็นอย่างดีอีกทั้งทำความสะอาดได้ง่ายอีกด้วย

BY:ร้านผ้าม่านไทย http://www.pamanthai.com

เลือกพรมแต่งบ้านให้เหมาะสม

พรมเป็นวัสดุปูพื้นที่มีอายุการใช้งานสั้น 2-3 ปี มักใช้เมื่อต้องการเปลี่ยน
บรรยากาศของห้อง แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
พรมทอด้วยมือ ใช้เส้นใยจากธรรมชาติ เช่น ขนสัตว์ ไหม หรือเส้นใย
พืช มาปั่นเป็นเส้น ย้อมสี แล้วนำมาทำเป็นพรมโดยติดกับวัสดุรองรับ เช่น ผ้ากระสอบ สามารถทำ
เป็นลวดลายและสีสันได้ตามต้องการ แต่มีราคาแพง ส่วน
พรมทอด้วยเครื่อง ผลิตในระบบอุตสาหกรรม ผลิตได้รวดเร็ว นิยมใช้ปู
พื้นห้องตามอาคารต่างๆ รวมทั้งบ้านพักอาศัยในปัจจุบัน เนื่องจากมีราคาถูกกว่าพรมที่ทอด้วยมือ
ปัจจุบันมีพรมที่เรียกว่า พรมกระเบื้อง หรือ CARPET TILE มีลักษณะไม่ใหญ่มากสามารถลอก
ออกเปลี่ยนเฉพาะที่สกปรกเสียหายได้ แต่มีราคาแพงมาก จึงไม่เป็นที่นิยม

ประโยชน์ของการปูพื้นด้วยพรม
นอกจากให้ความรู้สึกหรูหรา สวยงาม นุ่มนวล ดูมีรสนิยมแล้ว ยังมีประโยชน์อื่นๆ อีก
เช่น ให้ความรู้สึกอ่อนนุ่ม ผ่อนคลาย,ดูดซับเสียงและลดปริมาณเสียงรบกวน ทำให้เกิดความเป็น
ส่วนตัวมากขึ้น,ประหยัดค่าใช้จ่ายของเครื่องปรับอากาศเพราะรักษาอุณหภูมิห้องได้ดี มีผลดีต่อผู้
สูงอายุที่มักมีปัญหาเรื่องเท้าเย็น,ป้องกันการลื่นล้ม,ในแง่การตกแต่งพรมมีลวดลายสีสันให้เลือก
มากและมีส่วนสำคัญในการตกแต่ง

การเลือกใช้พรม
ควรเลือกใช้ในพื้นที่หรือบริเวณที่ไม่ใช้งานหนัก หรือสกปรกง่าย และไม่ควรปูพรมยาวต่อ
เนื่องกันเกินไป เนื่องจากพรมจะทำให้ไฟลามได้ง่ายในกรณีเกิดไฟไหม้ ส่วนการเลือกสีพรม อยู่ที่
ความพอใจเป็นสำคัญ แต่มีหลักพิจารณาง่ายๆ ดังนี้
พรมที่มีสีอ่อน จะทำให้ห้องสว่างและดูกว้างขึ้น ทำให้รู้สึกสบายตา
ผ่อนคลาย และไม่เป็นทางการมากไป แต่จะมองเห็นรอยเปื้อนได้ง่าย และเมื่อใช้ไปนานๆ ถูกแสง
แดดมากอาจเกิดปัญหาสีออกเหลืองได้
พรมสีเข้ม จะทำให้ห้องดูมืด ขรึม ดูเป็นทางการ มองไม่ค่อยเห็น
ความสกปรก ถ้าถูกแสงแดดมากๆ สีจะซีดได้เหมือนกัน แต่พรมชนิดที่ย้อมสีแบบ SOLUTION
DYE จะป้องกันสีซีดได้
พรมสีเข้มปานกลาง ทำให้จัดเข้ากับเครื่องเรือนและส่วนประกอบอื่นๆ
ภายในห้องได้ง่าย
พรมที่มีลวดลาย ให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันไปตามลักษณะของลาย
เล็ก ลายใหญ่ ขึ้นอยู่กับรสนิยมและความพอใจของเจ้าของบ้าน
พรมดักฝุ่น ใช้สำหรับดักกรวดทรายเม็ดใหญ่ๆก่อนเข้าอาคาร ป้องกันพรมภายในอาคารจากกรวดทราย
พรมอัด มักใช้ในงานออกบูธ(งานแสดงสินค้่า)เนื่องจากมีราคาไม่แพง หรือ ใช้ในสำนักงานก็ได้

BY: http://www.thaihomemaster.com/

เทคนิคการจัดระเบียบบ้านไม่ให้รก

สำหรับบ้านที่มีข้าวของจัดวางอย่างไม่เป็นระเบียบอยู่เสมอจนเหนื่อยที่จะตามเก็บให้เข้าที่ เรามีวิธีช่วยให้คุณรักษาความเรียบร้อยของบ้านให้พร้อมรับแขกผู้มาเยือน ที่อาจช่วยผ่อนแรงคุณแม่บ้านไปได้บ้าง
1.อย่าจัดของทั้งบ้านในคราวเดียวเพราะจะทำให้คุณหมดแรงแน่ เริ่มจากส่วนที่เล็กๆ ก่อน เช่น ลิ้นชัก ชั้นวางของต่างๆ แล้วค่อยๆ ขยายไปยังส่วนที่มีปัญหามากขึ้น เช่น โรงรถ หรือห้องเก็บของ
2.กุญแจสำคัญคือหมั่นดูแล หากคุณหมั่นทำความสะอาดและเคลียร์พื้นที่ส่วนต่างๆ ให้เรียบร้อยทุกครั้งหลังใช้งานเสร็จเสมอก็จะไม่เจอปัญหาข้าวของรกแน่ๆ
3.คว้าของทั้งหมดออกมาจากในตู้และลิ้นชัก แล้วนำมากองรวมกันและเลือกชิ้นที่คุณไม่ต้องการเก็บเข้าถุงบริจาค จะได้ไม่เหลือสิ่งที่คุณไม่ต้องการแล้วตกค้างให้รกตาอยู่อีก
4.ทุกๆปีให้หาลังใหญ่ๆ มาจัดแยกไว้ว่ากล่องไหนที่ต้องการเก็บของบริจาค ของที่ต้องนำไปทิ้ง และของที่ยังเก็บต่อไปได้อีกปีตามลำดับ
5.อะไรที่คุณไม่แน่ใจว่าจำเป็นต้องเก็บไว้ อย่าลังเล โยนทิ้งหรือบริจาคไปซะดีกว่า
6.ส่วนพื้นที่วางของบนโต๊ะ พยายามจำกัดให้มีเพียงสามชิ้น
7.อย่าพยายามสะสมแม่เหล็กติดตู้เย็น เพราะส่วนนี้แหละที่ทำให้บ้านดูรก
8.จัดเครื่องใช้สำนักงานใส่ตะกร้าหรือชั้นเอกสาร รวมทั้งกล่องเครื่องเขียนให้เป็นระเบียบ จะได้ไม่รกโต๊ะทำงาน
9.จัดสรรพื้นที่ประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ของเนื้อที่บ้านทั้งหมด เพื่อใช้จัดเก็บข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ
10.สามารถปรับใช้เฟอร์นิเจอร์บางอย่างให้เกิดประโยชน์ได้ เช่น นำการใช้ลิ้นชักมาจัดวางเป็นที่เก็บของในห้องรับแขก เป็นต้น
BY  :  Lisa

ไอเดียแต่งห้องขนาดเล็ก

ใครว่าคุณจำเป็นต้องมีพื้นที่กว้าง ๆ ถึงจะจัดบ้านให้สวยถูกใจได้เสมอไป บอกไว้เลยว่าไม่จำเป็นหรอกค่ะ เพราะถ้าหากคุณรู้เทคนิคดี ๆ แล้ว แม้บ้านขนาดจำกัดก็สามารถตกแต่งให้ออกมาสวยน่ามองได้เหมือนกัน แถมเรื่องความสะดวกสบายยังไม่แพ้ใครอีกด้วย ไม่เชื่อก็ลองไปดูเทคนิคจัดบ้านสำหรับห้องขนาดเล็กที่กระปุกดอทคอมนำมาฝากกันวันนี้ดูเลยจ้า

1. ใช้โต๊ะทำงานตัวเดียวก็พอ

ไม่ว่าใครก็อยากมีโฮมออฟฟิศไว้ใช้ทำงานที่บ้านทั้งนั้นแหละ จได้มีพื้นที่ให้คุณทำงานได้สะดวกเวลาที่ต้องเอางานกลับมาทำที่บ้าน แต่พื้นที่แคบ ๆ นี่สิ ที่ไม่เป็นใจให้คุณได้จัดโฮมออฟฟิศตามใจอยากเอาเสียเลย อย่างไรก็ตาม ไม่จำเป็นต้องกังวลไปหรอก เพราะต่อให้คุณมีพื้นที่จำกัดแค่ไหน ก็สามารถจัดโฮมออฟฟิศของตัวเองได้เหมือนกัน โดยคุณเพียงแค่มองหาโต๊ะเก๋ ๆ ขนาดกะทัดรัดสักตัวมาใช้ และเอาชั้นติดกำแพงที่แข็งแรงหน่อยมาติดเพื่อทำเป็นชั้นวางเอกสารก็เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้หากต้องการที่ใส่เอกสารเพิ่ม อาจใช้พื้นที่ใต้โต๊ะให้เป็นประโยชน์ด้วยการหาลิ้นชักมาวางเพิ่มดูก็ได้นะ

2. มองหาราวแขวนมาติดในห้องครัว

เข้าใจดีว่าแค่ที่ในลิ้นชักหรือใต้เคาน์เตอร์ไม่พอให้คุณใส่อุปกรณ์ทำครัวได้ทั้งหมดหรอก โดยเฉพาะคนที่มีบ้านแคบ ๆ ซึ่งพื้นที่จำกัดอยู่แล้ว ดังนั้นคุณจึงควรใช้พื้นที่ให้คุ้มค่ามากขึ้น ด้วยการมองหาราวแขวนเก๋ ๆ มาติดไว้ในห้องครัวเพื่อใช้แขวนพวกเครื่องครัวชิ้นเล็ก ๆ เช่น ตะหลิว หรือ ทัพพี ดู จะได้ประหยัดที่และไม่ทำให้เครื่องครัวพวกนี้อับชื้นอยู่ในตู้จนเสื่อมสภาพเร็วด้วย ถ้าจะให้ดีควรติดไว้ในที่สูง ๆ ซึ่งเด็กหยิบไม่ถึงด้วยนะคะ จะได้ไม่เกิดอันตราย

3. เลือกเคาน์เตอร์พร้อมที่วางจาน

แทนที่จะใช้ที่คว่ำจานวางบนเคาน์เตอร์แบบเดิม ๆ ให้กินที่ ก็สู้เลือกใช้เคาน์เตอร์ติดผนังแบบมีที่สำหรับแขวนจานไปเลยดีกว่า เพราะจะได้ไม่ต้องเก็บจานไว้ใต้เคาน์เตอร์หรือตามลิ้นชักให้เหม็นอับและสิ้นเปลืองเนื้อที่ต่อไปอีก นอกจากนี้ยังช่วยให้คุณได้โชว์จานสวย ๆ เป็นของตกแต่งห้องครัวไปในตัวอีกด้วย เห็นไหมล่ะว่ามีแต่คุ้มกับคุ้ม

4. ใช้กระจกเข้าช่วย

พวกเฟอร์นิเจอร์กระจกใสดีไซน์บางเบาจะช่วยให้ห้องดูโปร่งสบายขึ้นอีกเยอะ ดังนั้นคุณควรหันมาใช้โต๊ะรับแขกเป็นโต๊ะกระจกที่มีชั้นสำหรับวางของด้วยจะดีกว่า จะได้มีที่พอสำหรับใส่พวกหนังสือที่คุณรักและทำให้ห้องดูกว้างขึ้นด้วยในเวลาเดียวกัน ยิ่งไปกว่านั้นถ้าใครจะเอากระจกเงามาติดที่กำแพงเพื่อเพิ่มแสงสว่างให้ห้องดูกว้างขึ้นไปอีกก็เป็นไอเดียที่ไม่เลวเหมือนกันนะ

5. แต่งกำแพงด้วยรูปเก๋ ๆ

ผนังที่ว่างโล่งไร้สีสันจะทำให้ห้องของคุณดูอุดอู้ไม่น่าอยู่ยิ่งขึ้นไปอีก ผิดกับการมองหารูปสวย ๆ มาติด ซึ่งจะทำให้ห้องดูมีชีวิตชีวาขึ้นทันตาเห็นเลยล่ะ ทั้งนี้ไม่จำเป็นต้องยึดติดกับการติดรูปตรงเป๊ะแบบเดิม ๆ ก็ได้นะ เพราะการเอารูปขนาดต่าง ๆ กันมาติดปนกันแบบที่กำลังฮิตอยู่ช่วงนี้ ก็ช่วยให้ห้องดูสดใสแถมยังแหวกแนวน่าสนใจไปอีกแบบได้เหมือนกัน ซึ่งรูปที่ว่าจะเป็นรูปถ่ายกับเพื่อน ภาพวาดสวย ๆ หรือแม้กระทั่งของที่ระลึกก็ได้ตามใจชอบเลย

ทั้งนี้นอกจากการจัดวางเฟอร์นิเจอร์แล้ว เรื่องแสงก็สำคัญด้วยเหมือนกัน เพราะฉะนั้นอย่าลืมดูแลให้แสงสว่างในห้องทั่วถึงเพื่อให้ห้องดูโปร่งสบายน่าอยู่มากขึ้นด้วยนะคะ

BY:kapook.com