RSS

รู้จักอิทธิพลของสีต่ออารมณ์…ก่อนทาสีบ้าน

รู้จักอิทธิพลของสีต่ออารมณ์…ก่อนทาสีบ้าน (By:Modern Mom)
เรื่อง : ไตรระลึก

ประโยชน์ทางตรงของการทาสีบ้านก็คือ ความสวยงามที่ตอบสนองความต้องการของเจ้าของบ้านออกมาตามสีต่าง ๆ แต่รู้หรือไม่ว่าสีทำได้มากกว่านั้น นอกจากสร้างความรู้สึกให้ห้องกว้าง หรือห้องแคบแล้ว สีนับว่าเป็นสิ่งสำคัญที่ส่งผลต่ออารมณ์ของผู้ที่อยู่ในบ้านได้อีกด้วย แต่ ช้าก่อน…ก่อนจะตัดสินใจเลือกสีทาบ้าน ต้องเข้าใจกันก่อนค่ะว่ากลุ่มสีไหนนั้นให้อารมณ์แบบไหน โดยทั่วไปเราสามารถแบ่งโทนสีออกได้เป็น 2 กลุ่มคือ

กลุ่มสีโทนเย็น

เป็นกลุ่มสีที่ให้ความรู้สึกสดชื่น สงบผ่อนคลายสบายใจ และช่วยคลายเครียด ความกังวล สีโทนเย็นจึงเหมาะกับห้องที่ใช้พักผ่อนและใช้ความคิดเป็นอย่างมากสีในกลุ่ม นี้ได้แก่

สีเขียว

สีที่ให้ความรู้สึกร่มรื่น สบายตา ผ่อนคลาย ปลอดภัย กระตุ้นให้เกิดความหวังและความสมดุล พลังของสีเขียวสามารถทำให้ประสาทตาผ่อนคลาย และความดันโลหิตของเราลดลงได้ ทั้งยังช่วยผ่อนคลายระบบประสาท

เหมาะสำหรับ : ห้องโถง ห้องนอน ห้องนั่งเล่น

สีน้ำเงิน

สีแห่งความสุขุม เยือกเย็น แต่หนักแน่น และละเอียดรอบคอบ พลังของสีน้ำเงินช่วยให้ระบบหายใจของเราเกิดความสมดุลและแข็งแรงขึ้น ใช้ในการรักษาโรคความดันโลหิตสูง และคลายความเหงา อีกทั้งยังช่วยในการสร้างแรงบันดาลใจได้ดีอีกด้วย

เหมาะสำหรับ : ห้องทำงาน ห้องอ่านหนังสือ

สีฟ้า

สีที่ให้ความรู้สึกสงบเยือกเย็น เป็นอิสระ ปลอดโปร่ง โล่งสบาย ช่วยให้ใจเย็นและระงับความกระวนกระวายในใจได้ดี พลังของสีฟ้ายังช่วยในการรักษาอาการของโรคปอด ลดอัตราการเผาผลาญพลังงาน รักษาอาการเจ็บคอ และทำให้ชีพจรของเราเต้นเป็นปกติ

เหมาะสำหรับ : ห้องน้ำ ห้องนอน ห้องนั่งเล่น

กลุ่มสีโทนร้อน

ทำให้เกิดความรู้สึกมีพลัง เร่าร้อน กระตือรือร้น และกระฉับกระเฉง เสริมสร้างพลังและแรงกระตุ้นในการทำสิ่งต่าง ๆ ในทางจิตวิทยา สีโทนร้อนจะช่วยกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกเจริญอาหาร ทำให้เกิดความหิว และกระตุ้นให้มีชีวิตชีวาอยู่เสมอ สีในกลุ่มนี้ได้แก่

สีแดง

สีแรงฤทธิ์ที่กระตุ้นระบบประสาทได้รุนแรงที่สุด สร้างความรู้สึกเร้าใจ ตื่นเต้น ท้าทาย ตื่นตัว พลังของสีแดงจะกระตุ้นพลังชีวิตให้มีความเข้มแข็ง กระตือรือร้นและมีชีวิตชีวา เมื่อใดก็ตามที่รู้สึกท้อแท้หมดกำลังใจ ลองสวมใส่เสื้อผ้าสีแดง ทาปากสีแดง รองเท้า หรือกระเป๋า พลังของสีแดงจะช่วยกระตุ้นให้คุณเกิดความมั่นใจในตัวเองขึ้นมาได้ แต่หากไม่ชื่นชอบสีแดง อาจจะลองเปลี่ยนเป็นสีส้มดูก็ได้

เหมาะสำหรับ : ห้องน้ำ ห้องโถง และห้องทำงาน (อาจจะไม่ทาสีแดงทั้งห้องใช้เป็นสีตัดกับสีพื้น)

สีม่วง

สีแห่งผู้รู้ ช่วยให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลาย กระตุ้นให้เกิดแรงบันดาลใจ และสร้างความสงบในจิตใจได้เป็นอย่างดี พลังของสีม่วงยังช่วยให้สมองของเราสงบ และเกิดสมาธิ เมื่อคุณต้องขบคิดกับปัญหาที่ยังไม่สามารถหาทางออกได้ การนำสีม่วงเข้ามาประยุกต์ใช้กับข้าวของเครื่องใช้ที่อยู่รอบตัวคุณจะทำให้ คุณสามารถตัดสินใจกับเรื่องต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น

เหมาะสำหรับ : ห้องอ่านหนังสือ ห้องทำงาน ห้องนั่งเล่น หรือห้องพระ

สีส้ม

สีแห่งความสร้างสรรค์ อบอุ่น สดใส สร้างสติปัญญาความทะเยอทะยานที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง แต่เป็นพลังที่มีความระมัดระวังอยู่ นอกจากนี้สีส้มในทางจิตวิทยาจะช่วยบรรเทาอาการซึมเศร้าได้ หากต้องการเรียกพลัง ความกระตือรือร้นในชีวิตให้กลับคืนมา หรือพลิกฟื้นความสนุกสนานให้กับบ้านหลังน้ำท่วม สีส้มก็เป็นอีกสีที่แนะนำ

เหมาะสำหรับ : ห้องกินข้าว ห้องนั่งเล่น ห้องอ่านหนังสือ

สีเหลือง

สีแห่งความสนุกสนาน ความฉลาดรอบรู้ ความสดใสร่าเริง และทำให้มีอารมณ์ขัน พลังของสีเหลืองยังช่วยกระตุ้นให้ระบบการทำงานของลำไส้เป็นไปตามปกติ ช่วยปรับสมดุลของระบบทางเดินอาหาร ทำให้ระบบย่อยอาหารและระบบขับถ่ายทำงานดีขึ้น และยังสามารถใช้เยียวยาอาการท้อแท้ หดหู่ และหมดกำลังใจ

เหมาะสำหรับ : ห้องครัว ห้องกินข้าว ห้องนั่งเล่น

Tips :

ห้องนอนคุณแม่ตั้งครรภ์

ควรเลือกทาสีฟ้า สีชมพู หรือสีในกลุ่มโทนสีเย็น เพราะจะช่วยให้คุณแม่รู้สึกผ่อนคลาย และมีความอบอุ่นในระหว่างที่นอนหลับด้วยค่ะ

ห้องนอนลูก

ควรใช้เฉดสีที่สดใส มีชีวิตชีวา เพื่อเพิ่มความรู้สึกที่ร่าเริง และจินตนาการให้แก่เด็ก เช่น สีเหลืองสด หรือสีแดง เป็นต้น

ความ มหัศจรรย์ของการใช้สีปรับอารมณ์ไม่จำเป็นต้องเป็นสีทาผนังเท่านั้นนะคะ คุณยังสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับสิ่งของได้อีกด้วย เช่น การใช้โซฟาสีฟ้า หรือสีเขียวอ่อน จะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายขึ้น

 

ขอขอบคุณบทความดีๆจาก http://www.modernmommag.com

 
แสดงความคิดเห็น

แสดงความเห็นโดย บน 20/05/2014 in ตกแต่งภายในอาคาร

 

ป้ายกำกับ: ,

การวางแผนสำหรับการตกแต่งห้อง

ถ้าหากคุณต้องการที่จะตกแต่งหรือต่อเติมบ้านหรือห้องของคุณ แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มยัง ก่อนที่คุณจะเริ่มลงมือคุณควรจะเข้าใจว่ามีสิ่งใดที่เกี่ยวข้องและจะทำให้ สำเร็จอย่างไร แผนการคร่าวๆที่คุณควรจะมี

  • ถามตัวเองว่าอะไรที่คุณต้องการจะทำให้สำเร็จ มันเป็นแค่การตกแต่งเพิ่มเติม หรือเป็นการเปลี่ยนทั้งหมด
  • ตัดสินใจดูว่าคุณต้องการที่จะดีไซน์หรือออกแบบเอง หรือจะจ้างผู้เชี่ยวชาญรวมถึงผู้รับเหมา
  • ตั้งงบประมาณคร่าวๆสำหรับการตกแต่ง การวางงบประมาณนั้นก่อนอื่นคุณต้องแจกแจงว่าอุปกรณ์ที่ต้องใช้มีอะไรบ้าง อาจจะแวะตามร้านค้าหรือห้างสรรพสินค้า โฮมเซ็นเตอร์ ร้านเฟอร์นิเจอร์ เพื่อเปรียบเทียบและสำรวจทั้งสินค้าและราคา การพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญก็สามารถช่วยให้ประเมินราคาคร่าวๆได้เช่นกัน
  • เขียนผังห้อง ตำแหน่งสิ่งของหรือเฟอร์นิเจอร์ไว้ ถ้าคุณเห็นภาพในแม็กกาซีนสวยๆ ก็จัดเก็บไว้ได้เช่นกัน
  • รูปแบบ(Theme) ของห้องคุณเป็นอย่างไร สีที่ใช้เป็นโทนไหน
  • แสงภายในห้องคุณจะใช้ประเภทใด จุดไหนที่คุณต้องการจะติดตั้งไฟ
  • การใช้งานภายในห้องคุณใช้มากน้อยเพียงใด ถ้าห้องถูกใช้งานมากๆ คุณอาจจะต้องเพิ่มงบประมาณกับอุปกรณ์บางชนิดที่ใช้บ่อยๆ
  • สิ่งสำคัญที่สุดคือใส่ความเป็นตัวคุณลงไปในห้อง เพราะทุกสิ่งที่คุณเลือกสำหรับห้องคุณควรจะเป็นสิ่งที่คุณรักและสะท้อนความเป็นคุณได้
ตกแต่งห้องด้วยผ้าม่านสวยหรู

ตกแต่งห้องด้วยผ้าม่านสวยหรู

ขอขอบคุณบทความดีๆจากนิตยสาร บ้านและสวน

 
แสดงความคิดเห็น

แสดงความเห็นโดย บน 12/01/2014 in ตกแต่งภายในอาคาร

 

ป้ายกำกับ:

เผยเทคนิคที่ช่วยทำให้บ้านขนาดเล็กดูน่าอยู่

เปิดเผยเทคนิค5ข้อง่ายๆที่จะทำให้บ้านหรือห้องภายในคอนโดขนาดเล็กดูน่าอยู่มากยิ่งขึ้น

การหมั่นดูแลรักษาความสะอาดที่พักอาศัยของเรา ล้วนแล้วเป็นปัจจัยสำคัญเพื่อสุขภาพที่ดีของสมาชิกในบ้าน
ถึงแม้ว่าจะเป็นบ้านหลังเล็ก…เราก็ต้องใช้พื้นที่ให้คุ้มค่ามากที่สุด…
งานดีไซน์ จึงถูกประยุกต์ให้ดูสะอาดตา… แต่ได้ประโยชน์ในพื้นที่ใช้สอยที่มีอยู่
โดยมีเทคนิคง่ายๆ 5 ข้อด้วยกันที่ทำให้บ้านเล็กน่าอยู่

วิธีที่ 1 จัดสรรพื้นที่ใช้สอยให้ลงตัว

ในปัจจุบัน ที่พักอาศัยที่มีขนาดกะทัดรัดนั้นเข้ามามีบทบาทสำหรับชีวิตคนเมืองใหญ่และมีแนวโน้มว่าจะเป็นที่นิยมมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากความคล่องตัวและสะดวกสบายสำหรับผู้ที่ต้องทำงานและใช้ชีวิตในเมือง ลักษณะเฉพาะที่สำคัญประการหนึ่งของอาคารเหล่านี้ก็คือ พื้นที่ใช้สอยซึ่งมีขนาดค่อนข้างจำกัด ดังนั้นการวางแผนการใช้สอยพื้นที่และการตกแต่งที่ดีเป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะพื้นที่ใช้สอยที่มีค่อนข้างจำกัด ทำให้ต้องมีการวางแผนและออกแบบ เพื่อให้สามารถใช้พื้นที่ทุกตารางนิ้วให้เป็นประโยชน์ได้มากที่สุด โดยยังคงความสะดวกสบายในด้านการใช้สอย และยังมีสุนทรียภาพในการใช้ชีวิตอยู่อย่างครบถ้วนสมบูรณ์

สิ่งที่ต้องวางแผนเป็นอันดับแรกในการจัดตกแต่งห้องเล็กนั้นก็คือการ จัดสรรพื้นที่ใช้สอย ต่าง ภายในห้องให้ลงตัว ง่ายต่อการใช้สอย โดยคิดหาวิธีที่จะจัดแบ่งพื้นที่การใช้งานให้เป็นสัดส่วน โดยที่ไม่ทำให้ห้องดูแคบและอึดอัด โดยให้ยึดหลักการออกแบบ โดยการจัดวางส่วนต่าง ๆ ให้เสียพื้นที่เป็นทางเดินน้อยหรือสั้นที่สุด ซึ่งเป็นวิธีที่ทำให้ได้พื้นที่ใช้สอยมากที่สุดเนื่องจากไม่ต้องเสียพื้นที่ห้องไปเป็นส่วนทางเดินนั่นเอง ลองพิจารณาทางเข้าทางออก ทางสัญจร ของส่วนต่าง ๆ ตลอดจนพิจารณาลำดับขั้นของการเข้าถึงพื้นที่ ต่าง ๆ ว่ามีความเหมาะสม และสะดวกสบายในการใช้สอยหรือไม่ เช่นอาจจัดพื้นที่บริเวณนั่งเล่น-พักผ่อน และ รับประทานอาหารไว้ใกล้ๆ กันในส่วนหน้า เพื่อความสะดวกในการเข้าถึง โดยเฉพาะในกรณีที่มีแขกมาเยี่ยมเยียนบ่อยๆ

การจัดสรรพื้นที่ใช้สอยเป็นสิ่งสำคัญในการตกแต่งบ้าน โดยเฉพาะในการตกแต่งที่พักอาศัยที่มีพื้นที่จำกัดยิ่งต้องมีการวางแผนกันอย่างรอบคอบ ควรตั้งคำถามกับตัวเองว่าในชีวิตประจำวันเรามีความจำเป็นต้องใช้พื้นที่ส่วนใดบ้าง หากมีพื้นที่ใดที่ใช้ประโยชน์ไม่เต็มที่ ก็ให้พิจารณารวมเข้ากับพื้นที่ใช้สอยส่วนอื่นๆ ในลักษณะพื้นที่เอนกประสงค์ที่สามารถปรับเปลี่ยนการใช้สอยได้ เพื่อให้สามารถใช้พื้นที่ที่มีอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาจจัดพื้นที่ใช้สอยที่คล้ายกันเป็นส่วนเดียวกันเสีย เช่น ส่วนรับแขกกับส่วนพักผ่อนนั้นจัดเป็นส่วนเดียวกันโดยสามารถปรับเปลี่ยนการใช้สอยได้ตามวาระและโอกาส ห้องนอน ห้องสมุด และห้องทำงาน อาจจะจัดอยู่ในพื้นที่เดียวกันโดยการกันให้เป็นสัดส่วน ส่วนครัวและส่วนทานอาหาร มีความต่อเนื่องกัน และสามารถยืดหยุ่นในการใช้สอยได้ เป็นต้น

วิธีที่ 2 นำพื้นที่ที่ไม่ใช้ประโยชน์มาใช้

เมื่อวางแผนการใช้สอยพื้นที่เสร็จแล้ว ก็ยังมีบางพื้นที่บางมุมที่ยังไม่ได้ถูกใช้ประโยชน์ มักเป็นจุดที่เรามองข้ามไปกันเสียส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ในซอกหลีบเล็ก ๆ พื้นที่ที่เกิดจากช่องว่างของเสา คาน พื้นที่ใต้บันใด และพื้นที่ในแนวตั้งตามส่วนต่าง ๆ พื้นที่เหล่านี้สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ เช่นพื้นที่ใต้บันใดสามารถที่จะทำเป็นมุมอ่านหนังสือเล็ก ๆ หรืออาจจะจัดเป็นชั้นหนังสือหรือชั้นวางข้าวของต่าง ๆ

การจะนำพื้นที่มาใช้ประโยชน์ให้ลองคิดถึงประโยชน์ใช้สอยในแนวตั้งให้มาก เพราะยิ่งจัดวางข้าวของต่าง ๆ เป็นแนวตั้งได้เท่าไรพื้นที่ก็จะดูโล่งขึ้นเท่านั้น เพราะฉะนั้นสำหรับชั้นวางของก็อาจจะออกแบบให้มีความสูงจรดเพดาน ซึ่งถือได้ว่าเป็นการนำพื้นที่ส่วนที่สูงๆ ใกล้ๆ เพดานมาใช้ให้เกิดประโยชน์เสียเลย นับเป็นการใช้พื้นที่แนวตั้งให้เป็นประโยชน์ในการจัดวางสิ่งของ ซึ่งช่วยเพิ่มพื้นที่ใช้สอยสำหรับห้องที่มีพื้นที่เล็กๆ ได้

พื้นที่ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์อีกแบบป็นพื้นที่ที่จะปรากฏให้เห็นก็ต่อเมื่อเราได้จัดวางและมีความคิดในการออกแบบ จัดแต่งห้องได้อย่างถูกต้องเสียก่อน เช่น การจัดวางเครื่องเรือนนั้น จากที่เคยวางเครื่องเรือนลอยตัว เดินได้โดยรอบ ก็เปลี่ยนมาจัดวางเครื่องเรือนโดยวางให้ชิดผนังด้านหนึ่ง เป็นการเปิดให้มีที่ว่างสำหรับการสัญจรที่สะดวกสบาย และทำให้พื้นที่ดูกว้างขึ้นทันตาเห็น พื้นที่บางส่วนที่รวมกันได้ก็จัดการรวมกันเสีย เช่นการใช้พื้นที่ร่วมกันระหว่างห้องครัว และมุมรับประทานอาหาร ในลักษณะที่เรียกว่า eat-in kitchen ก็ช่วยเพิ่มพื้นที่ใช้สอยขึ้นได้เช่นกัน

วิธีที่ 3 ไม่กั้นก็ไม่แคบ (ตกแต่งให้ โล่ง โปร่ง สบาย)

สำหรับกลเม็ดเคล็ดลับของการจัดห้องเล็กให้น่าอยู่นั้นนับได้ว่าเป็นสิ่งสำคัญในการจัดพื้นที่แคบ คือเป็นการพยายามสร้างความต่อเนื่องภายในพื้นที่ไว้ให้มากที่สุด ในการจัดแบ่งพื้นที่ใช้สอยนั้นไม่ควรกั้นผนังทึบ เพราะจะยิ่งทำให้บ้านดูแคบลงไปอีก หากต้องการแบ่งพื้นที่ใช้งานภายในห้อง ควรกั้นพื้นที่ด้วยผนัง หรือวัสดุแบบโปร่ง เช่น ใช้ฉากหรือม่านที่เลื่อนปิดเปิดได้ เพื่อให้สามารถปรับเปลี่ยน พื้นที่การใช้งานให้เหมาะสมกับความต้องการได้มากขึ้นหรืออาจใช้ประตูบานเลื่อนที่เลื่อนปิดเปิดได้ ซึ่งสามารถเปิดออกให้เกิดพื้นที่ต่อเนื่องได้สะดวกทุกเวลาที่ต้องการและปิดเมื่อต้องการความเป็นส่วนตัว อาจใช้ประตูบานเลื่อนกระจกฝ้า กั้นแบ่งพื้นที่ห้องนอนและห้องนั่งเล่น ซึ่งในเวลากลางวันสามารถเปิดทิ้งไว้เพื่อให้เกิด space และบรรยากาศที่น่าสนใจขึ้น หรือออกแบบตกแต่งโดยใช้ผ่าม่านโปร่งเป็นตัวแบ่งพื้นที่ใช้สอยระหว่างห้องนอนกับพื้นที่ส่วนอื่น ผ้าม่านนั้นช่วยสร้างความรู้สึกเป็นส่วนตัว แต่ในขณะเดียวกันก็ยังคงบรรยากาศที่ดูโปร่งสบายไว้ได้

การเปิดช่องแสงเพื่อเชื่อมต่อกับพื้นที่ภายนอก ก็เป็นเทคนิควิธีอีกอย่างหนึ่งที่จะช่วยให้บ้านดูกว้างและมีมิติมากขึ้นโดยอาจทำผนังด้านหนึ่งเป็นประตูหรือหน้าต่างยาวจรดพื้น เพื่อรับแสงธรรมชาติจากภายนอก และอาจติดม่านโปร่งเพื่อช่วยกรองแสงให้ดูนุ่มนวลยิ่งขึ้น วิธีนี้เป็นการหยิบฉวยพื้นที่ภายนอกให้เข้ามาอยู่ในห้อง หรือ การสร้างผนังโปร่งกั้นบางส่วนในลักษณะ partial wall ก็สามารถแบ่งอาณาเขตพื้นที่ใช้สอยระหว่างมุมเตรียมอาหารกับพื้นที่ใช้สอยอื่นๆ เช่น ห้องนอน มุมพักผ่อน มุมทำงาน หรือมุมดูหนังฟังเพลง ได้เป็นอย่างดีโดยที่ยังคงความรู้สึกต่อเนื่องของพื้นที่ หรือ การใช้ชั้นวางของเตี้ยๆ เพื่อแบ่งพื้นที่ใช้สอยส่วนต่างๆ ในลักษณะเป็น low partition ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้ห้องดูไม่ทึบและอึดอัด เป็นแบ่งพื้นที่ใช้สอยแต่ไม่ขวางกั้นสายตา และสามารถเคลื่อนย้ายปรับเปลี่ยนได้ตามต้องการ

วิธีที่ 4 เทคนิค ลวงตาและสร้างความน่าสนใจ (Gimmick)

ในการจัดแบ่งพื้นที่ใช้สอยนั้นไม่ควรกั้นผนังทึบ เพราะจะยิ่งทำให้บ้านดูแคบลงไปอีก หากต้องการแบ่งพื้นที่ใช้งานภายในห้อง ควรกั้นพื้นที่ด้วยผนัง หรือวัสดุแบบโปร่ง เช่น ใช้ฉากหรือม่านที่เลื่อนปิดเปิดได้ เพื่อให้สามารถปรับเปลี่ยน พื้นที่การใช้งานให้เหมาะสมกับความต้องการได้มากขึ้นหรืออาจใช้ประตูบานเลื่อนที่เลื่อนปิดเปิดได้ ซึ่งสามารถเปิดออกให้เกิดพื้นที่ต่อเนื่องได้สะดวกทุกเวลาที่ต้องการและปิดเมื่อต้องการความเป็นส่วนตัว อาจใช้ประตูบานเลื่อนกระจกฝ้า กั้นแบ่งพื้นที่ห้องนอนและห้องนั่งเล่น ซึ่งในเวลากลางวันสามารถเปิดทิ้งไว้เพื่อให้เกิด space และบรรยากาศที่น่าสนใจขึ้น หรือออกแบบตกแต่งโดยใช้ผ่าม่านโปร่งเป็นตัวแบ่งพื้นที่ใช้สอยระหว่างห้องนอนกับพื้นที่ส่วนอื่น ผ้าม่านนั้นช่วยสร้างความรู้สึกเป็นส่วนตัว แต่ในขณะเดียวกันก็ยังคงบรรยากาศที่ดูโปร่งสบายไว้ได้

4.1 การเลือกใช้สี สำหรับพื้นที่ที่มีอยู่จำกัดแล้ว
ควรเลือกใช้สีโทนสว่าง เพราะสีโทนสว่างนั้นให้ความรู้สึกว่าพื้นที่นั้นดูกว้างกว่าความเป็นจริง ในห้องที่มีขนาดเดียวกันนั้น ห้องที่ทาสีโทนสว่างนั้นจะดูกว้างกว่าห้องที่ทาสีทึบ แต่ก็ใช่ว่าจะห้ามใช้สีทึบเสียเลย แต่ควรจะมีการจัดการให้เหมาะสม นอกจากนี้การทาสีเข้มที่ผนังห้องด้านหนึ่งด้านใด นอกจากจะเป็นฉากรับภาพที่ดีแล้ว ยังช่วยสร้างมิติในเชิงลึกให้กับห้อง ทำให้ห้องดูเหมือนมีพื้นที่กว้างขึ้นได้ด้วย

4.2 เส้นสาย

เส้นในที่นี้ หมายรวมถึง วัตถุ หรือจุดต่าง ๆ ที่ต่อเนื่องกันจนกลายเป็นเส้นด้วย เพราะฉะนั้นจะมีทั้งเส้นที่มองเห็นด้วยตาและเส้นที่มองเห็นด้วยความรู้สึกให้ได้เลือกประยุกต์ใช้ได้ตามความเหมาะสม
สำหรับการเลือกใช้เส้นนั้น ในส่วนของพื้นที่ที่ดูแคบหรือดูสูงจนเกินไป สามารถที่จะนำเส้นนอนมาใช้ลวงตาให้ดูกว้างและต่ำลง ในลักษณะเดียวกันในส่วนที่ดูว่าต่ำหรือกว่างจนเกินงาม ก็สามารถใช้เส้นตั้งมาจัดการแก้ปัญหาให้ส่วนนี้ดูสูงและแคบลงได้ เส้นสายที่ว่านี้อาจจะเป็นสีที่ทาเป็นเส้น หรือกรอบรูปที่แขวนกันเป็นเส้น ไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นเส้นที่เขียนขึ้นเท่านั้น

4.3 การใช้วัสดุผิวมันวาว

เช่น กระจกหรือสเตนเลส สร้างเงาสะท้อนเพื่อเพิ่มมิติให้กับพื้นที่ ช่วยให้พื้นที่ดูกว้างหรือมี space เพิ่มมากขึ้นในทันทีทันใด แต่การใช้เทคนิคนี้สิ่งที่ต้องระวังให้ดีคือตำแหน่งการจัดวาง เพราะหากจัดวางผิดที่ผิดทางแล้วอาจจะส่งผลไม่ดีต่อผู้อยู่อาศัยได้ ไม่ควรใช้เทคนิคนี้มากเกินไปจนสร้างความสับสนในเรื่องเส้นทางและการรับรู้ได้เป็นดีที่สุด

4.4 การสร้างความน่าสนใจให้กับห้อง หรือการสร้าง Gimmick

Gimmick นั้นเป็นการเติมเสน่ห์เล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับบ้าน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะสิ่งเหล่านี้มีส่วนทำให้บ้านมีชีวิต Gimmick คือ ทุกอย่างที่อยู่รอบตัวคุณ คือสิ่งต่างๆ ที่คุณสะสม เป็นเหมือนคาแรคเตอร์ของคุณเองและมีเสน่ห์ในตัวเอง ยิ่งเป็นห้องขนาดเล็กที่ควรจะใช้สีอ่อนเป็นพื้นเพื่อให้ห้องดูกว้างขึ้นแล้ว การนำสิ่งของเล็ก ๆ สีสดใสมาแต่งบ้าน ก็ช่วยให้ห้องดูสดใสน่าสนใจขึ้นได้อย่างมากทีเดียว

วิธีที่ 5 เลือกใช้ข้าวของแบบอัตถประโยชน์

การเลือกใช้ข้าวของแบบอัตถประโยชน์ คือ การเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ที่มีประโยชน์ใช้สอยอย่างหลาก หลายในชิ้นเดียว หรือ การเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์อเนกประสงค์ หรือหนึ่งชิ้นหลายหน้าที่ (multi-tasking) แทนการใช้เฟอร์นิเจอร์หลายชิ้น ซึ่งเป็นอีกวิธีการที่จะช่วยประหยัดพื้นที่ใช้สอยทำให้สามารถใช้ประโยชน์จากพื้นที่ที่มีอยู่ได้คุ้มค่ามากยิ่งขึ้น เช่น การใช้เฟอร์นิเจอร์ที่สามารถยืด หด พับเก็บได้ก็สามารถช่วยประหยัดเนื้อที่ได้มาก เพราะทำให้ปรับเปลี่ยนได้ตามการใช้งานได้อย่างสะดวก โดยไม่เปลืองเนื้อที่ เมื่อไม่ใช้ก็จัดเก็บได้ นอกจากนี้การใช้เฟอร์นิเจอร์ที่มีรูปทรงโปร่ง หรือมีขนาดกะทัดรัดก็ช่วยทำให้ห้องดูโล่ง ไม่ทึบตันได้ด้วย เพราะฉะนั้นนอกจากลักษณะของเฟอร์นิเจอร์ที่สามารถใช้สอยแบบอัตถประโยชน์ได้แล้ว สีและลักษณะรูปทรงของเฟอร์นิเจอร์ก็มีความสำคัญไม่น้อย

ในปัจจุบันเฟอร์นิเจอร์ที่มีประโยชน์ใช้สอยแบบอัตถประโยชน์นั้นก็มีมากมายหลายแบบเช่น

1. เตียงที่ด้านล่างออกแบบเป็นลิ้นชักเก็บของได้ เป็นเตียงในลักษณะที่เรียกว่า hidden storage

2. เฟอร์นิเจอร์ที่ใช้เป็นเตียงนอน และสามารถปรับใช้เป็นโซฟาพักผ่อนในเวลากลางวัน เป็นลักษณะที่มีคำจำกัดความว่าเป็น “a bedroom serves as an extension of the living room”

3. โซฟานั่งเล่น โซฟาพักผ่อนหรือ Daybed ซึ่งออกแบบให้มีที่เก็บของด้านล่าง

4. โต๊ะกลางที่ออกแบบให้ทำหน้าที่เป็นที่เก็บของอีกหน้าที่หนึ่ง
5. เก้าอี้นวมหรือottomanซึ่งออกแบบให้มีที่เก็บของซ่อนอยู่ด้านใน
6. โต๊ะที่ออกแบบให้สามารถปรับใช้เป็นโต๊ะทำงาน และโต๊ะแต่งตัวได้ในเวลาเดียวกัน
อีกตัวอย่างหนึ่งของแนวคิดการใช้เฟอร์นิเจอร์แบบหนึ่งชิ้นหลายหน้าที่ หรือ multi-tasking คือ การจัดวางตำแหน่งเฟอร์นิเจอร์ธรรมดาที่มีอยู่ให้สามารถใช้งานได้หลากหลาย เช่น วางโต๊ะกลางในตำแหน่งที่เป็นได้ทั้ง มุมพักผ่อน โต๊ะรับประทานอาหาร หรือโต๊ะทำงาน ฯลฯ แล้วแต่การใช้งานในแต่ละโอกาส ก็สามารถทำให้เฟอร์นิเจอร์ธรรมดา ๆ กลายเป็น เฟอร์นิเจอร์อัตถประโยชน์ ได้เช่นกัน

ไม่ยากเลยใช่ไหมคะ 5 เทคนิค ง่ายๆ ที่คุณสามารถนำไปปรับใช้กับบ้านของคุณได้
เท่านี้ก็จะทำให้บ้านเล็กของคุณสวยและมีเสน่ห์สร้างความประทับใจแก่ผู้มา เยือนได้ตราบนานเท่านาน

บทความโดย : อติพร จารุภวงศ์

 
แสดงความคิดเห็น

แสดงความเห็นโดย บน 06/12/2013 in ตกแต่งภายในอาคาร

 

ป้ายกำกับ: ,

สีของผ้าม่านช่วยเปลี่ยนมิติของห้องได้อย่างไร

สีของผ้าม่านช่วยเปลี่ยนมิติของห้องได้อย่างไร

ในการสร้างสรรบรรยากาศหรือการเปลี่ยนมิติของห้องต่างๆด้วยการใช้สีเป็นตัวหลักในการควบคุม เนื่องจากอิทธิพลของโทนสีและอารมณ์ เป็นสิ่งที่สอดคล้องเกี่ยวเนื่องกันอยู่ โทนสีที่แตกต่างกัน เมื่อนำมาผสมผสาน ย่อมได้ความรู้สึกทางอารมณ์ที่แตกต่างกันออกไป ฉะนั้นแล้วการเลือกสีของผ้าม่านก็สามารถเป็นการช่วยสร้างมิติของห้องไม่ให้ดูน่าเบื่อขึ้นมาได้ และยังช่วยเพิ่มสีสันความโดดเด่นภายในห้องให้ดูสะดุดตาเพิ่มมากขึ้น

ต้องการเพิ่มความกว้างให้ห้องที่มีขนาดเล็กเกินไป กรณีที่บ้านหลังไหนมีห้องเล็กๆอยู่และรู้สึกว่าห้องนั้นดูคับแคบ อึดอัด ไม่น่าเข้าไปใช้งาน การปรับสภาพห้องโดยการใช้สีม่านนั้น ให้เลือกใช้สีม่านที่มีสีขาวออกโทนสว่าง หรือสีงาช้าง หรือจะเป็นสีโทนอ่อน ซึ่งสีเหล่านี้จะช่วยสร้างมิติความกว้างของห้องให้ดูกว้างมากกว่าความเป็น จริง แต่ไม่ควรใช้สีเดียวกันทั้งห้องในการตกแต่ง เพราะจะทำให้ห้องดูแคบลึกลงไปอีก หากต้องการม่านที่มีลวดลาย การเลือกม่านที่มีลายเป็นเส้นนอนขนานกับตัวพื้นในการตกแต่ง เส้นยาวๆที่เกิดขึ้นจะช่วยหลอกตาเราให้ห้องดูกว้างขึ้น นอกจากนั้นแล้วการแต่งเติมเฟอร์นิเจอร์ที่ไม่ใหญ่จนเกินไปจนทำให้ห้องคับแคบ การใช้เฟอร์นิเจอร์โทนสีอ่อนหรือเฟอร์นิเจอร์ที่มีลายเป็นเส้นยาวก็เป็นทาง เลือกอีกทางหนึ่งที่ช่วยเสริมกับตัวผ้าม่านด้วยเช่นเดียวกัน

ผ้าม่านสีอ่อนช่วยให้ห้องดูกว้างขึ้น

ผ้าม่านสีอ่อนช่วยให้ห้องดูกว้างขึ้น

ต้องการลดขนาดของห้องที่กว้างเกินไป ห้องเล็กทำให้กว้างได้ ห้องที่กว้างเกินไปก็ย่อมทำให้ดูกะทัดรัดลงมาได้เช่นกัน โดยใช้วิธีการเลือกโทนสีผ้าม่านที่มีโทนสีเดียวกับผนังห้องแต่ให้ใช้สีที่ เข้มกว่า จะทำให้ห้องดูลดขนาดลงมา อาจจะเสริมด้วยเฟอร์นิเจอร์โทนสีเดียวกับผ้าม่าน แต่ให้เข้มกว่าสีผนังเช่นเดียวกัน หรือหากต้องการสร้างบรรยากาศของห้องที่กว้างดูโดดเดี่ยวนี้ให้อบอุ่นขึ้น ด้วย ก็อาจจะใช้สีผ้าม่านโทนอ่อนอย่างสีน้ำตาล หรือสีครีมมาตกแต่งเสริมบรรยากาศ

ผ้าม่านสีเข้มช่วยสร้างบรรยากาศให้ดูอบอุ่น

ผ้าม่านสีเข้มช่วยสร้างบรรยากาศให้ดูอบอุ่น

บ้านทางเดินลึกจนเกินไป บ้าน หลังไหนที่มีจุดเชื่อมหรือทางเดินระหว่างห้องที่ดูยาวหรือลึกจนเกินไป แต่ส่วนมากแล้วปัญหานี้มักจะพบเห็นตามสำนักงานหรือโรงพยาบาลที่มักจะมีส่วน ของระเบียงแคบๆ แต่ยาวลึก ควรใช้วิธีการตัดทอนความต่อเนื่องของสีผนัง โดยการใช้ม่านที่มีสีเข้มๆในการตกแต่งเป็นช่วงๆระหว่างจุดทางเดิน จะทำให้ช่วง space ดูลดความยาวลงไปได้

ผ้าม่านสีเข้มช่วยให้ความรู้สึกกระชับหนักแน่น

ผ้าม่านสีเข้มช่วยให้ความรู้สึกกระชับหนักแน่น

โดยหลักทั่วไปของสีแล้วการพยายามหลอกสายตาเรา ด้วยวิธีการผสมผสานโทนสีนั้น ให้ผู้ที่ต้องการสร้างมิติบ้านจดจำเอาไว้ว่า สีอ่อนจะให้บรรยากาศของความใหญ่ กว้าง รู้สึกไกลตา ส่วนสีเข้มจะให้ความรู้สึกของความแคบ เล็ก รู้สึกใกล้ตา ดังนั้นการใช้งานสีให้ห้องมีมิติแบบไหนก็ควบคุมโทนโดยรวมของห้องให้เป็นไป ตามโทนสีนั้นๆให้มากที่สุด แต่ไม่ใช่ทั้งหมดจนห้องดูไร้มิติจนเกินไปนั่นเอง

บทความและภาพประกอบโดย http://www.pamanthai.com/article/สีของผ้าม่านช่วยเปลี่ยนมิติของห้องได้อย่างไร.php

 
แสดงความคิดเห็น

แสดงความเห็นโดย บน 28/10/2013 in ตกแต่งภายในอาคาร

 

ป้ายกำกับ: ,

การแต่งบ้านด้วยโทนสีขาว

ตามปกติ ไม่ว่าจะเป็นวัตถุใด ๆ ในโลกนี้ ต่างก็มีคุณสมบัติเฉพาะในตัวของมันเอง ซึ่งแน่นอน ก็ย่อมต้องมีทั้งดีและไม่ดีปะปนกันไป ดังนั้น เมื่อต้องใช้งาน เราจึงควรทำความเข้าใจกับธรรมชาติของสิ่งเหล่านั้น เพื่อที่จะได้เลือกใช้ให้เหมาะสม สีขาวก็เช่นเดียวกับวัตถุอื่น ๆ ที่ย่อมต้องมีคุณสมบัติเฉพาะตัว ซึ่งก็มีทั้งดีและไม่ดี ต่อไปนี้คือธรรมชาติของสีขาวที่คุณควรรู้

สีขาวจัดเป็นสีแท้ หรือ True Color
(เช่นเดียวกับสีดำ) กล่าวคือไม่มีสีใด ๆ ในวงจรสีที่ผสมกันแล้วได้สีขาวอย่างแท้จริง แต่สีขาวสามารถนำไปผสมกับสีอื่น ๆ ในวงจรสีได้ดี ทำให้สีต่าง ๆ แตกขยายเฉดสีออกไปอย่างมากมายตามปริมาณของสีขาวที่เข้าไปผสม โดยเนื้อสีที่ได้จากการผสมนี้จะให้สีสันที่อ่อนหวาน นุ่มนวล หรือที่เรานิยมเรียกกันว่า “สีพาสเทล” (Pastel) ซึ่งเป็นกลุ่มสีที่ได้รับความนิยมมาก โดยเฉพาะคนที่กังวลกับการใช้สีขาวด้วยเหตุผลหลายอย่าง เช่น กลัวสกปรก กลัวความขาวโพลน ฯลฯ มักเลือกใช้สีในกลุ่มนี้ ทั้งนี้เพราะเนื้อสีแบบพาสเทลนั้นช่วยลดความรู้สึกต่าง ๆ ข้างต้นได้ดี รวมทั้งบ้านหรือห้องที่ใช้โทนสีแบบนี้จะให้บรรยากาศที่ดูนุ่มนวล น่าสบาย อ่อนหวาน และโรแมนติก

สีขาวช่วยสร้างสเปซหรือพื้นที่ว่างให้กับบ้านหรือห้องที่ทาโครงสร้างด้วยสีขาว
ทำให้ห้องนั้นได้ความรู้สึกที่โปร่งโล่ง น่าสบายมากขึ้น เหมืนดังที่ไทวิจิต พึ่งเกษมสมบูรณ์ ศิลปินนักวาดภาพชื่อดังอธิบายว่า “ในงานจิตรกรรม โดยเฉพาะจิตรกรรมไทย เรามักจะเห็นว่ามีพื้นที่สีขาวใหญ่ ๆ เช่น กำแพงวัด กำแพงวัง เป็นช่วง ๆ เพื่อช่วยสร้างพื้นที่ว่างและสดความลายตาของภาพ ให้ความรู้สึกโปร่งสบายขึ้น”

สีขาวเปรียบเสมือนฉากรับแสงที่ดี โดยเฉพาะในห้วงเวลาที่ต่างกัน (แสงในแต่ละช่วงจะสะท้อนคลื่นแสงออกมาไม่เท่ากัน ในตอนเช้าแสงจะเจือด้วยสีชมพูและเหลืองจาง ๆ ตอนเที่ยงแสงจะเจือด้วยเทาจาง ๆ แดดยามบ่ายจะให้แสงขาวจัด และช่วงเย็นจะให้แสงออกส้มแดง เป็นต้น) ทำให้ผนังหรือวัตถุนั้นมีแสงสีที่แปรเปลี่ยนไปตามคลื่นแสงที่มากระทบ ทำให้บ้านหรือห้องนั้น ๆ มีมิติและบรรยากาศที่แปรเปลี่ยนไปตลอดเวลา

แม้จะมีข้อดีในเรื่องการรับแสงเช่นนี้ แต่ผู้ใช้สีขาวก็พึงระวังเรื่องการสะท้อนแสงของสิ่งอื่น ๆ ที่แวดล้อมอยู่ เช่น บ่อน้ำข้างบ้าน หรือกระจกจากตึกข้างเคียง ที่อาจจะสะท้อนมาตกกระทบบนผนังสีขาวในบ้านของเรา ซึ่งอาจเป็นผลต่อการมองเห็นของผู้อยู่อาศัยในบ้าน รวมทั้งการสะท้อนสีจากของอื่น ๆ ที่แวดล้อมอยู่เพราะสีสันเหล่านั้นอาจแผ่อิทธิพลทำให้ได้แสงสีที่ดูแล้วห้องไม่สวยงามได้

สีขาวเป็นตัวกลางที่สะท้อนแสงได้ดี
คนที่เคยเรียนวิชาวิทยาศาสตร์จะต้องจำได้ว่า วัตถุสีขาวจะสะท้อนแสงที่ตกกระทบทั้งหมด โดยไม่ดูดซับสีใด ๆ ไว้ในตัว เช่นวัตถุสีอื่น ๆ ทำให้นักออกแบบตกแต่งหลายคนนิยมใช้สีขาวภานในอาคารที่มีจุดด้อยในเรื่องแสงสว่าง ทำให้ห้องสว่าง สดใส รวมทั้งช่วยพรางหรือหลอกตา เรารู้สึกว่าสถานที่นั้น ๆ ดูกว้างขวางขึ้นได้

สีขาวสามารถเข้ากันได้กับสีในทุกวงจรสี
โดยเฉพาะการใช้สีขาวเป็นแบ็คกราวนด์ หรือสีพื้น จะช่วยขับให้สีอื่น ๆ โดเด่นสะดุดตา เหมาะมากกับบ้านที่ต้องการเน้นหรือโชว์ภาพงานศิลปะ หรือของตกแต่งที่มีสีสัน นอกจากนี้ การใช้สีขาวเป็นส่วนประกอบก็สามารถเสริมหรือลด (เบรก) ความโดดเด่นของสีอื่น ๆ ให้ดูกลมกลืนสวยงาม ทำให้สีขาวสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมกับการตกแต่ง แทบจะเรียกได้ว่าทุกสไตล์ที่เกิดขึ้นในโลกกลม ๆ ใบนี้ ไม่ว่าจะเป็นคลาสสิก คันทรี่ โมเดิร์น แฟนตาซี ร่วมสมัย ฯลฯ

สีขาวสกปรกง่าย
ปัญหานี้เป็นปัญหาใหญ่ที่หลายคนกลัวที่จะใช้สีขาว เพราะนอกจาจะต้องเพิ่มความระวังในการใช้งานแล้ว ยังเพิ่มภาระในการทำความสะอาดอีกด้วย

เป็นความจริงที่ว่าสีขาวสกปรกง่าย ทั้งนี้เพราะเดิมทีเดียว สีขาวผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติ เช่น ดินขาว ปูนขาว แต่ปัจจุบัน การผลิตสีขาวได้เปลี่ยนมาใช้ไทเทเนียมออกไซด์เป็นส่วนประกอบ ทำให้ได้สีขาวบริสุทธิ์ที่มีความสว่างสดใส ทำความสะอาดง่าย ป้องกันน้ำและคราบต่าง ๆ ได้ดี ทั้งยังมีกาผลิตสีขาวในเฉดสีต่าง ๆ มากมาย เพื่อให้ผู้ใช้ได้มีโอกาสเลือกมากขึ้น และมีชนิดหรือประเภทของสีที่เหมาะกับพื้นผิวต่าง ๆ อันได้แก่ สีน้ำมัน สีน้ำพลาสติก สีอะครีลิก ซึ่งมีคุณสมบัติต่าง ๆ กันไปตามวัตถุที่ผสมลงในสี ทำให้เราสามารถเลือกใช้ให้เหมาะกับสถานที่และวัตถุประสงค์ให้ได้ดีขึ้น ซึ่งเป็นอีกทางหนึ่งที่จะช่วยลดอคติที่มีต่อสีขาวในแง่ความสกปรกลง

ในส่วนของเครื่องเรือนที่ใช้สีขาว โดยเฉพาะผ้าบุ ผ้าม่านนั้น ปัจจุบันพัฒนาการเรื่องวัสดุเคลือบผิวผ้าบุ ผ้าม่าน และการทำความสะอาดไปไกลกว่าที่เราคิดไว้มาก กล่าวคือมีการสังเคราะห์วัตถุดิบที่นำมาผสมให้สิ่งสกปรกไม่อาจฝังตัวในเนื้อผ้า หรือเปรอะเปื้อนเนื้อผ้าได้ง่าย ๆ รวมทั้งกรรมวิธีการทำความสะอาดเองก็พัฒนาให้สามารถทำความสะอาดได้ดี ไม่เหลือคราบ แถมได้สีขาวสดใสอีกด้วย

 

ขอขอบคุณบทความดีๆจาก http://www.thaihomemaster.com

 

ป้ายกำกับ:

 
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.